ความร่วมมือของห้องสมุดในโอไฮโอ (Ohio)
ความร่วมมือของห้องสมุดในโอไฮโอ (Ohio)
สุวคนธ์ ศิริวงศ์วรวัฒน์
เครือข่ายความร่วมมือของโอไฮโอที่เรียกว่า OhioLINK มีวิวัฒนาการมาจากความร่วมมือของเครือข่ายห้องสมุดอุดมศึกษาระดับวิทยาลัยของโอไฮโอที่เรียกว่า OCLC (Ohio College Library Consortium) ซึ่งเริ่มโครงการในปี ค.ศ. 1971 มาถึงปัจจุบันประมาณ 38 ปี OCLC มีการเริ่มโครงการความร่วมมือโครงการแรก คือ การทำบัตรรายการร่วมกัน (Shared Cataloging) การบริการขยายจากภายในรัฐออกนอกรัฐโอไฮโอ ต่อมาโครงการการยืมระหว่างห้องสมุด (Interlibrary Loan) จากรูปแบบเดิมเป็นการยืมในรูปแบบอัตโนมัติ OCLC ขยายตัวรวดเร็วมากจากระดับท้องถิ่น เป็นระดับชาติและระดับนานาชาติ และไม่สามารถที่จะให้บริการความต้องการพื้นฐาน ของผู้ใช้บริการในโอไฮโอในเรื่องการใช้ทรัพยากรสารสนเทศร่วมกันได้
ค.ศ.1987 Ohio Board of Regents ได้ให้งบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานแคตตาลอคอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อห้องสมุดทั่วรัฐโอไฮโอ OhioLINK จึงเกิดขึ้นแตกตัวมาจาก OCLC ค.ศ. 1990 OhioLINK และ Innovative Interfaces, Inc. (III) ได้พัฒนาศูนย์กลางบัตรรายการ (แคตตาลอก) ระบบการยืม-คืนร่วมกัน และ 4 ฐานข้อมูลจาก UMI
ค.ศ. 1992 6 ห้องสมุดมหาวิทยาลัยของรัฐได้ติดตั้งระบบ OhioLINK ศูนย์กลางบัตรรายการได้เริ่มดำเนินการ
ทศวรรษ 1990 – ต้นทศวรรษ 2000 มีสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาของรัฐทั้งหมด มหาวิทยาลัยและวิทยาลัยเอกชน ห้องสมุดประจำรัฐโอไฮโอ ห้องสมุดประชาชนขนาดใหญ่บางแห่ง และห้องสมุดโรงเรียนขนาดใหญ่บางแห่ง เข้าร่วมเครือข่าย
ค.ศ. 1996 OhioLINK ให้บริการผ่านระบบ WWW (World Wide Web) ค.ศ. 1998 OhioLINK เป็นศูนย์กลางวารสารอิเล็กทรอนิกส์ ค.ศ. 2000 เป็นศูนย์กลางมีเดียดิจิทัล ค.ศ. 2002 เป็นศูนย์กลางวิทยานิพนธ์และปริญญานิพนธ์อิเล็กทรอนิกส์ ค.ศ. 2006 เป็นแหล่งรวมทรัพยากรดิจิทัล และปี ค.ศ. 2008 เป็นศูนย์กลางหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
สมาชิกของ OhioLINK ต้นปี 2010 มีห้องสมุดวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย 88 แห่ง เป็นห้องสมุดมหาวิทยาลัยวิจัย (รัฐ) 6 แห่ง วิทยาลัยเอกชน 49 แห่ง และวิทยาลัยเทคนิคกับวิทยาลัยชุมชน 23 แห่ง ห้องสมุดประจำรัฐโอไฮโอ ห้องสมุดประชาชนขนาดใหญ่ 2 แห่ง คือ Cuyahoga Public Library และ Westerville Public Library และห้องสมุดโรงเรียน 1 แห่ง คือ Upper Arlington High School
โปรแกรมสำคัญๆ ของ OhioLINK มีดังนี้
1. ศูนย์กลางบัตรรายการ
2. ฐานข้อมูลวิจัย
3. ศูนย์กลางวารสารอิเล็กทรอนิกส์ (EJC)
4. ศูนย์กลางมีเดียดิจิทัล (DMC)
5. ศูนย์กลางหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (EBC)
6. ศูนย์กลางวิทยานิพนธ์และปริญญานิพนธ์อิเล็กทรอนิกส์ (ETD)
จำนวนทรัพยากรสารสนเทศ
1. ทรัพยากรสารสนเทศทุกประเภททั้งหมด 48 ล้านรายการ
2. 11.5 ล้านชื่อเรื่อง
3. วารสารอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 12,000 รายการ
4. บทความอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน หลายล้าน บทความ
5. ฐานข้อมูลวิจัย 140 ฐานข้อมูล
6. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 55,000 รายการ
7. วิทยานิพนธ์และปริญญานิพนธ์ของนักศึกษาโอไฮโอ 19,500 รายการ
หมายเหตุ : สรุปจากการบรรยายของ Dr. Lynn Scott Cochrane ผู้อำนวยการห้องสมุดมหาวิทยาลัยเดนิสัน เมืองแกรนวิลล์ รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2553 ในการสัมมนาเรื่อง “Thammasat University Libraries Networking Forum : Meet DR. Cochrane” จัดโดยสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
***************************************
เครือข่ายความร่วมมือของห้องสมุด
เครือข่ายความร่วมมือของห้องสมุด
สุวคนธ์ ศิริวงศ์วรวัฒน์
วันที่ 7 มกราคม 2553 ดิฉันโชคดีได้มีโอกาสไปฟังการบรรยายเรื่อง เครือข่ายความร่วมมือของห้องสมุด โดยสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เชิญวิทยากรที่มีชื่อเสียงจากประเทศสหรัฐอเมริกา Dr. Lynn Scott Cochrane ผู้อำนวยการห้องสมุด มหาวิทยาลัยเดนิสัน (Denison University) Granville, Ohio (Cochrane@denison.edu) บรรยายเรื่อง “Library Collaboration : Why and How ?” และ “Library Collaboration : OHIOLINK Experience” ผู้ช่วยศาสตราจารย์รวีวรรณ เอื้อพันธุ์วิริยะกุล ผู้อำนวยการศูนย์บรรณสารการพัฒนา ของนิด้า บรรยายเรื่อง “Thai Library Collaboration : What should we do next ?” และ นางสาวสุภาพร ชัยธัมมะปกรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี บรรยายเรื่อง “Thai Library Collaboration : Open Source and Library Collaboration”
Dr. Lynn Scott Cochrane ได้เน้นถึงเหตุผลที่ห้องสมุดในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในแถบรัฐที่ Dr. Cochrane ทำงานอยู่ คือ North Carolina, South Carolina, Pennsylvania, Wisconsin, Virginia และ Ohio ร่วมมือกันเพื่อการให้บริการที่ดีที่สุด ผู้ใช้บริการเข้าถึงข้อมูลได้โดยสะดวกและง่ายที่สุด และดีที่สุด ไปยังแหล่งข้อมูลให้มากแหล่งที่สุด และมีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด
รูปแบบของความร่วมมือมีหลากหลายรูปแบบ คือ
1. ความร่วมมือที่มีโครงสร้าง และเป็นทางการน้อยที่สุด (cooperation)
2. เป็นทางการบ้าง เวียนกันเป็นประธาน และมีการควบคุมโครงการ (Coordination)
3. เป็นทางการ มีการวางแผนระยะยาว และมีการใช้ข้อมูลร่วมกัน (Collaboration)
4. ในรูปแบบของข้อตกลง และร่วมมือกันของห้องสมุดหลายประเภท หรือเป็นกลุ่ม ตั้งเป็นองค์กรขึ้นเพื่อรับผิดชอบ (Consortium)
5. ความร่วมมือที่เป็นการขยายขอบเขตความร่วมมือมากกว่าประเภทที่ 1, 2 หรือ 3 (Consortia)
ความร่วมมือของห้องสมุดในประเทศสหรัฐอเมริกา เริ่มตั้งแต่ ค.ศ. 1876 มีการจัดตั้งสมาคมห้องสมุดอเมริกัน (American Library Association) มีการจัดพิมพ์ American Library Journal พิมพ์หนังสือ Dewey Decimal Classification สภาการศึกษาของอเมริกา พิมพ์หนังสือ “Public Libraries in the US” ค.ศ. 1880 มีบทความที่พิมพ์ใน Library Journal กระตุ้นให้มีการใช้ข้อมูลร่วมกัน มีการจัดตั้งคณะกรรมการความร่วมมือ (ALA Cooperation Committee) ของสมาคมห้องสมุดอเมริกัน
ความร่วมมือห้องสมุดด้านต่างๆ เริ่มในศตวรรษที่ 20 คือ ความร่วมมือด้านการวิเคราะห์หมวดหมู่และทำบัตรรายการ (Cooperation Cataloging) หอสมุดรัฐสภาอเมริกันเริ่มผลิตบัตรรายการออกเผยแพร่ ต่อมาจัดพิมพ์คู่มือการกำหนดหัวเรื่อง (Library of Congress Subject Headings) ค.ศ. 1933 กลุ่ม North Carolina Triangle Research Libraries Network (UNC – CH, DUKE, later NCSU, NCCU) ดำเนินกิจกรรมเครือข่ายความร่วมมือ
ความร่วมมือกันในด้านจัดทำบัตรรายการร่วมกัน ใช้ทรัพยากรสารสนเทศร่วมกัน ส่งสิ่งพิมพ์และสื่อโสตทัศน์ให้กัน ด้านพัฒนาบุคลากร และจัดให้มีแหล่งรวมเก็บทรัพยากรที่ใช้น้อย
ประโยชน์ของเครือข่ายความร่วมมือ
1. ผู้ใช้ได้รับทรัพยากรสารสนเทศที่ต้องการ
2. งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
3. งานที่ทำมีสมรรถภาพ สิ่งที่ทำถูกต้อง
4. ปรับปรุงและขยายความรู้ และความสัมพันธ์ทางวิชาชีพ
5. เรียนรู้ซึ่งกันและกัน
6. ลดการทำงานซ้ำซ้อน
7. รวบรวมแหล่งข้อมูลได้มากขึ้น
8. แต่ละห้องสมุดสร้างแหล่งข้อมูลที่เป็นจุดแข็งของตน
9. ดีกว่าการติดต่อกับร้านค้า
ข้อจำกัด
1. ความเป็นตัวตนของแต่ละแห่งลดลง
2. ลดการแข่งขันการคัดเลือกคน
3. ลดผู้เชี่ยวชาญทางสาขาวิชาของแต่ละแห่ง
4. ความรับผิดชอบในการแบ่งกันใช้ หรือการควบคุมการใช้ข้อมูลร่วมกัน เป็นเรื่องยากที่จะประสบผลสำเร็จ
ความร่วมมือของห้องสมุดในประเทศสหรัฐอเมริกา
1. เป็นความร่วมมือระดับรัฐ (State)
2. เป็นความร่วมมือระดับภูมิภาค (Region)
3. เป็นความร่วมมือตามประเภทของห้องสมุด (ประชาชน อุดมศึกษา โรงเรียน และเฉพาะ)
4. แหล่งงบประมาณ (รัฐ หรือ เอกชน)
5. ขนาดของห้องสมุดที่เข้าร่วมเครือข่ายไม่เท่ากัน
ตัวอย่างความร่วมมือของห้องสมุดในประเทศสหรัฐอเมริกา
1. Boston Library Consortium
2. California Digital Library
3. 2 CUL
4. Georgia Pines
5. OhioLINK
6. VIVA
7. OCLC
Boston Library Consortium เริ่ม ค.ศ. 1970 มีห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา และห้องสมุดวิจัย ทั้งภาครัฐและเอกชน จำนวน 19 แห่ง สิ่งที่ดำเนินการ คือ การรวบรวมสิ่งพิมพ์ของสถาบันการให้ความช่วยเหลือ ของบัณฑิตและผู้เชี่ยวชาญ
California Digital Library เริ่ม ค.ศ. 1997 มีห้องสมุดวิทยาเขต 10 แห่ง ห้องสมุดเป็นสถาบันวิจัยขนาดใหญ่ ข้อมูลส่วนใหญ่ที่เก็บเป็นข้อมูลที่อยู่ในรูปดิจิทัล การให้บริการ มีบริการบรรณานุกรม การบริหารจัดการทรัพยากรสารสนเทศ การบริการการพิมพ์ และการสงวนรักษาทรัพยากรสารสนเทศ
2 CUL ก่อตั้ง ค.ศ. 2009 เป็นความร่วมมือของห้องสมุดมหาวิทยาลัยโคลัมเบียและคอร์เนลล์ ในนิวยอร์คซิตี้และอิทาคา ทั้ง 2 มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยขนาดใหญ่ โครงการความร่วมมือที่ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยทั้งสองดำเนินการ คือการพัฒนาทรัพยากรสารสนเทศร่วมกัน
Georgia Pines เริ่ม ค.ศ. 1998 ห้องสมุดประชาชน จำนวน 285 แห่ง ร่วมในโครงการความร่วมมือ
“Georgia Pines” ทั่วทั้งรัฐ Georgia “borderless library” ให้สิทธิ์ผู้ใช้บริการทุกเชื้อชาติ เข้าไปใช้ห้องสมุดที่ร่วมโครงการทั้ง 285 แห่งได้ ความร่วมมือของห้องสมุดคือการพัฒนาทรัพยากรสารสนเทศ การจัดหาวัสดุอุปกรณ์ การบำรุงรักษาทรัพยากรสารสนเทศ และการพัฒนาบุคลากร Georgia Pines มีศูนย์กลางการดำเนินการทรัพยากรสารสนเทศ (Centralized Processing) โดยใช้ระบบ Equinox
Virtual Library of Virginia ก่อตั้ง ค.ศ. 1994 มีห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา 72 แห่ง ในรัฐ Virginia เข้าร่วมโครงการ เป็นห้องสมุดของรัฐและเอกชน มีทั้งห้องสมุดขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ร่วมกันใช้ทรัพยากรสารสนเทศทุกรูปแบบ เข้าถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของกันและกันได้ โดยใช้ข้อตกลง “Memorandum of Understanding (MOU)”
OCLC (Ohio College Library Consortium) เริ่ม ค.ศ. 1971 เป็นโครงการความร่วมมือของวิทยาลัยต่างๆ ในรัฐ Ohio ในระยะแรกๆ โครงการความร่วมมือ คือ การใช้ข้อมูลบัตรรายการร่วมกัน ต่อมาขยายไปยังโครงการยืมระหว่างห้องสมุด (Interlibrary Loan) ปัจจุบันมีสมาชิก 71,000 ห้องสมุด และหลายประเภท ทั่วโลก รูปแบบการดำเนินงานเป็นรูปบริษัท สามารถเข้าดูข้อมูลได้ที่ http://www.oclc.org/us/en/default.htm
OhioLINK เป็นส่วนหนึ่งแตกจาก OCLC เพื่อสร้างเครือข่ายของ Ohio เมื่อ OCLC ก้าวไปสู่เครือข่ายระดับโลก อาจกล่าวได้ว่า OhioLINK เป็นเครือข่ายห้องสมุดที่ดีที่สุดเครือข่ายหนึ่ง (ผู้เขียนจะเขียนละเอียดเฉพาะ OhioLINK ในบทความหน้า)
ICOLC (International Coalition of Library Consortium) เริ่ม ค.ศ. 1997 เป็นความร่วมมือระดับนานาชาติ มีห้องสมุดเป็นสมาชิก 150 แห่ง รูปแบบของความร่วมมือไม่เป็นทางการ ต้องบริหารจัดการกันเอง อาจเรียกความร่วมมือนี้ว่า MetaConsortium
OLE (Open Library Environment) เริ่ม ค.ศ. 2008 – 2009 มีเป้าหมายเพื่อกำหนด Platform ของเทคโนโลยีห้องสมุดรุ่นต่อไป มีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงความสามารถของห้องสมุดที่จะส่งข้อมูล (เนื้อหา) และการบริการอื่นๆ
มหาวิทยาลัย Duke เป็นผู้นำกลุ่มห้องสมุดวิจัย 11 แห่ง และ 2 โครงการความร่วมมือ (Consortium) กับหอสมุดแห่งชาติ ของประเทศคานาดา และประเทศออสเตรเลีย ร่วมในโครงการความร่วมมือนี้
โครงการ OLE ได้รับทุนสนับสนุนจากมูลนิธิ Andrew W. Mellon เป็นเงิน 475,000 เหรียญสหรัฐ ให้ดำเนินการ ระหว่างกันยายน ค.ศ. 2008 – มิถุนายน 2009 โดยพัฒนาโปรแกรม Open Source OhioLINK เป็นหนึ่งใน 15 สมาชิก รายละเอียดดูเพิ่มเติมที่ http://oleproject.org
Dr. Cochrane ได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการพัฒนาห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยไว้ดังนี้:
1. Infrastructure ด้านเทคโนโลยีห้องสมุด ควรเป็น high–speed, broadband computer network nationwide
2. ใช้ฐานข้อมูลร่วมกัน
3. ทำ Union Catalog ให้ลุล่วง
4. ใช้ one software platform
5. E-resource ภาษาไทย
การพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือระหว่างห้องสมุด
1. อาจเริ่มจากกลุ่มเล็กๆ สองหรือสามห้องสมุด
2. สร้างความร่วมมือเป็นทางการ (formal consortium)
3. เชื่อมโยงหรือใช้ระบบ catalog ร่วมกัน
4. ร่วมกันใช้สิ่งพิมพ์ (โดยใช้บริการส่ง)
5. ซื้อฐานข้อมูลออนไลน์ร่วมกัน
6. ร่วมกันจัดทำดรรชนีวารสารภาษาไทย
7. ร่วมกันพัฒนาบุคลากร
ผู้ช่วยศาสตราจารย์รวีวรรณ เอื้อพันธุ์วิริยะกุล ได้ให้ความเห็นว่าห้องสมุดควรร่วมมือกันในด้านการจัดทำเนื้อหาให้อยู่ในรูปของดิจิทัล เช่น หนังสือหายาก วารสารเก่ามีคุณค่า และไมโครฟิล์ม พัฒนาฐานข้อมูลทรัพยากรอ้างอิง ร่วมกันจัดทำ Union Catalog การร่วมมือด้านการยืมระหว่างห้องสมุด ร่วมกันจัดหาทรัพยากรสารสนเทศ ด้านการพัฒนาบุคลากร การสร้างคลังเก็บหนังสือที่ใช้น้อย รวมทั้งร่วมกันพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนด้านห้องสมุด
นางสาวสุภาพร ชัยธัมมะปกรณ์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการให้บริการของศูนย์บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะในด้านการนำซอฟต์แวร์รหัสเปิด (Open Source Software) มาพัฒนาใช้กับงานด้านใดโดยเฉพาะ และได้อธิบายถึงการนำโอเพนซอร์สมาใช้ในประเทศไทย ตัวอย่างโอเพนซอร์ส ซอฟต์แวร์และฟรีแวร์เพื่อใช้แทนโปรแกรมลิขสิทธิ์ โอเพนซอร์สซอฟต์แวร์สำหรับห้องสมุด การใช้และแนวทางส่งเสริมการใช้ (ศึกษารายละเอียดที่ : http://www.stks.or.th/index.php?option=com_… หัวข้อ “ความร่วมมือการใช้กลุ่มโอเพนซอร์ส)
************************************
THAMMASAT UNIVERSITY LIBRARIES NETWORKING FORUM : MEET DR.COCHRANE
7 JANUARY, 2010
BOONCHU MEETING ROOM, 3RD FLOOR
THAMMASAT UNIVERSITY, TAPRACHAN CAMPUS
Jan. 7th, 2010
9.00-9.30 Register
9.30-10.15 Library Collaboration: Why and How?
Dr. LYNN SCOTT COCHRANE
Director of Libraries, Denison University, OH
10.15-10.30 Discussion
10.30-10.45 Coffee Break
10.45-11.45 Library Collaboration: OHIOLINK experience
Dr. LYNN SCOTT COCHRANE
11.45-12.00 Discussion
12.00-13.30 LUNCH
13.30-14.15 Thai Library Collaboration: What should we do
next?
Assoc. Prof. Raweewan Auepanwiriyakul
Director of Library and Information Center, National
Institute of Development Administration (NIDA)
14.15-14.30 Discussion
14.30-14.45 Coffee Break
14.45-15.45 Thai Library Collaboration: Open Source and
Library Collaboration
Supaporn Chaithammapakorn
Director, Science and Technology Knowledge Service
(STKS), National Science and Technology Development
Agency (NSTDA)
15.45-16.00 Discussion
***********************
ทัศนศึกษาดูงานห้องสมุด เขตการปกครองพิเศษฮ่องกง
ทัศนศึกษาดูงานห้องสมุด เขตการปกครองพิเศษฮ่องกง
สุวคนธ์ ศิริวงศ์วรวัฒน์
ศูนย์สนเทศและหอสมุด มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้รับรางวัล “The Top 10 Best Investment Hub@SET Corner 2552” ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน สถาบันกองทุนเพื่อพัฒนาตลาดทุน และได้รับโล่รางวัลเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2552 ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน พร้อมทุนทัศนศึกษาดูงานห้องสมุด ณ เขตการปกครองพิเศษฮ่องกง เป็นเวลา 3 วัน ระหว่างวันที่ 14 – 16 พฤศจิกายน 2552
ดิฉันเป็นผู้แทนจากศูนย์สนเทศและหอสมุด มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมกับผู้แทนจากห้องสมุดมหาวิทยาลัยอีก 9 แห่ง และผู้แทนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เดินทางไปยังเขตการปกครองพิเศษฮ่องกง เมื่อเช้าตรู่ของวันที่ 14 พฤศจิกายน 2552 และได้ศึกษาดูงานของห้องสมุดมหาวิทยาลัย 3 แห่ง และห้องสมุดประชาชน 1 แห่ง เป็นการเดินทางไปศึกษาดูงานที่คุ้มค่าและใช้เวลาได้เป็นประโยชน์ยิ่ง นอกจากนั้นก็ไปทัศนศึกษาสถานที่ทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจของฮ่องกง เช่น หมู่บ้านวัฒนธรรมนองปิง สถานที่สักการะเจ้าแม่ทับทิม เจ้าแม่กวนอิม เป็นต้น รายละเอียดของการศึกษาดูงานและภาพประกอบมีดังต่อไปนี้ : ดูเอกสารฉบับเต็มที่นี่
ภาพการเดินทางไปทัศนศึกษาดูงานห้องสมุด ณ เขตการปกครองพิเศษฮ่องกง
วันที่ 14 พฤศจิกายน 2552
วันที่ 15 พฤศจิกายน 2552
เดินทางโดยเคเบิ้ลคาร์ ไปหมู่บ้านวัฒนธรรมนองปิง

ทัศนียภาพที่ถ่ายจากเคเบิ้ลคาร์

ภายในบริเวณหมู่บ้านวัฒนธรรมนองปิง

ภายในบริเวณหมู่บ้านวัฒนธรรมนองปิง

ภายในบริเวณหมู่บ้านวัฒนธรรมนองปิง

ด้านหลังบนยอดเขา คือ พระใหญ่วัดโป่หลิน

หน้าประตูทางเข้า / ออกบริเวณวัดโป่หลิน

Lee Shau Kee Library (Hong Kong University of Science and Technology Library)
วันที่ 16 พฤศจิกายน 2552

หน้าห้องสมุด Pao Yue – Kong Library (The Hong Kong Polytechnic University Library)

Main Library (University of Hong Kong Library)
จินดามณี : ระบบห้องสมุดโอเพนซอร์สของไทย
จินดามณี : ระบบห้องสมุดโอเพนซอร์สของไทย
โดย นางจันทร์ฉาย วีระชาติ
การบรรยายเกี่ยวกับระบบห้องสมุดจินดามณีกับศูนย์ความรู้ด้านการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย คุณวันเพ็ญ ศรีจันทร์กุล และคุณถิรนันทร์ ดำรงค์สอน ฝ่ายสารสนเทศ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้กล่าวถึง จินดามณีเป็นระบบห้องสมุดที่พัฒนามาจากระบบห้องสมุดเปิดเผยรหัส (Open Source) Koha ซึ่งเป็นระบบที่มีการประยุกต์ใช้ในห้องสมุดต่างประเทศหลายแห่ง ระบบห้องสมุดอัตโนมัติจินดามณีมีฟังก์ชั่นการทำงานพื้นฐานต่างๆ ได้แก่ ระบบ Acquisition, Catalogue, Circulation, Member, Authorities, Report สามารถพัฒนาฟังก์ชั่นการทำงานเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับการทำงานได้
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยศูนย์ความรู้ด้านการเกษตร สำนักหอสมุด และหน่วยปฏิบัติการวิจัยเชี่ยวชาญเฉพาะการประมวลผลภาษาธรรมชาติและเทคโนโลยีสารสนเทศอัจฉริยะได้ร่วมกันพัฒนาระบบ Koha มาประยุกต์ใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 เป็นต้นมา จนสามารถพัฒนาเป็นระบบห้องสมุดจินดามณี และสามารถรองรับการใช้งานภาษาไทยได้ โดยทุนสนับสนุนการวิจัยจากสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
การสาธิตและอบรมเชิงปฏิบัติการ
ระบบ Catalogue และระบบการค้นคืนทรัพยากรสารสนเทศ (OPAC) โดย คุณวันเพ็ญ ศรีจันทร์กุล และคุณสุพรรณี หงส์ทอง กล่าวถึงจุดเด่นของ ระบบ Catalogue สามารถสืบค้นจากเลขระเบียนบรรณานุกรม ดำเนินการ Add, Edit, Delete จัดการระเบียนตัวเล่ม การทำซ้ำข้อมูลและการบอกรับสิ่งพิมพ์ต่อเนื่อง และระบบการค้นคืนทรัพยากรสารสนเทศ (OPAC) สามารถสืบค้นผ่าน Website, Basic, Advance, display รายการระเบียนและรายการ MARC ได้
ระบบ Circulation และ ระบบยืมทรัพยากรอัตโนมัติ โดย คุณถิรนันทร์ ดำรงค์สอน และคุณพุฒิพงศ์ ยองทอง กล่าวถึงจุดเด่น คือรองรับระบบสมาชิก มีการจัดการสมาชิกโดยการเพิ่มสมาชิกใหม่ แบ่งกลุ่ม เรียกดูและแก้ไข สามารถตรวจสอบข้อมูลสมาชิกได้ครอบคลุม
สำหรับจุดเด่นโดยรวมของระบบห้องสมุดจินดามณี
• สามารถพัฒนา ปรับแก้ไขตามความต้องการได้
• เชื่อมโยงกับระบบฐานข้อมูลด้านการเกษตรที่พัฒนาขึ้นเองได้
• เชื่อมโยงกับอุปกรณ์ภายนอกได้ เช่น อุปกรณ์ RFID
• ใช้งบประมาณน้อย
แหล่งอ้างอิง :
โครงการวิจัยการพัฒนาและประยุกต์ใช้ระบบห้องสมุดแบบเปิดเผยรหัสภาษาไทยเพื่อการ
พึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีภายใต้ชุดโครงการวิจัย “การพัฒนาศูนย์ความรู้
อิเล็กทรอนิกส์ด้านการเกษตร” สนับสนุนโดย สถาบันวิจัยและพัฒนา
แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
หมายเหตุ : สรุปจากการสัมมนา เรื่อง “จินดามณี : ระบบห้องสมุดโอเพนซอร์สของไทย” วันที่ 3 พฤศจิกายน 2552 ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 5 อาคารเทพรัตน์วิทยาโชติ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตร- ศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน มีผู้เข้าร่วมประชุม ดังนี้ อาจารย์สุวคนธ์ ศิริวงศ์วรวัฒน์ นางจันทร์ฉาย วีระชาติ นางสาวิตรี แสงวิริยภาพ นายพรเทพ ยอแสงรัตน์ และนายอุทิตย์ พิมพา และการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “จินดามณี ระบบห้องสมุดโอเพนซอร์สของไทย” วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2552 ณ ห้องฝึกอบรม ชั้น 2 อาคารเทพรัตน์วิทยาโชติ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน มีผู้เข้า ร่วมประชุม ดังนี้ นางจันทร์ฉาย วีระชาติ และนายภาณุมาตร์ สุทธิสังข์
แนวคิดของการพัฒนางานจดหมายเหตุมหาวิทยาลัย
แนวคิดของการพัฒนางานจดหมายเหตุมหาวิทยาลัย
โดย นางจันทร์ฉาย วีระชาติ
การบรรยาย เรื่อง “แนวคิดของการพัฒนางานจดหมายเหตุมหาวิทยาลัย” วิทยากรท่านแรก คือ อาจารย์วนิดา จันทนทัศน์ กรรมการโครงการหอจดหมายเหตุธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กล่าวถึงหอสมุด อาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ ตัวอย่างเอกสาร การจัดทำตารางอายุเอกสาร โดยเชิญหน่วยงานทุกหน่วยงานในมหาวิทยาลัยรวบรวมเอกสาร ของหน่วยงานมาจัดหมวดหมู่ จัดทำตาราง จัดประชุมคณะกรรมการหอจดหมายเหตุและหน่วยงานต่างๆร่วมกัน พิจารณาวงจรชีวิตของเอกสารนำเสนอเอกสารจดหมายเหตุบุคคล อาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ การอนุรักษ์กระดาษสา โดยการอบให้ความร้อนฆ่าเชื้อราและการบริการและการเผยแพร่ให้อยู่ในรูปแบบ นิทรรศการถาวร การให้บริการเอกสารจดหมายเหตุ สิ่งพิมพ์เผยแพร่ การจัดทำสื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นต้น การดำเนินงานลักษณะ 4 ส ได้แก่ แสวงหา สงวนรักษา สื่อสารประชาสัมพันธ์ สร้างเสริมความรู้สู่สังคม
สำหรับวิทยากรท่านที่สอง คือ อาจารย์พิบูลศิลป์ วัฑฒนะพงศ์ ผู้อำนวยการหอจดหมายเหตุมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ได้เน้นถึง การสร้างความเข้าใจให้กับบุคลากรในหน่วยงานเกี่ยวกับงานหอจดหมายเหตุ มีโครงสร้างองค์กรบุคลากรชัดเจน มีความแตกต่างความเหมือนหอจดหมายเหตุ หอประวัติและพิพิธภัณฑ์ มีการกำหนดตารางเอกสาร การเรียนรู้และแบ่งปันประสบการณ์ บันทึกเรื่องราวบุคคลบอกเล่าเรื่องราวในอดีต มีฐานข้อมูลที่สำคัญ ส่งเสริมศึกษาดูงาน เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ จากรายงานประจำปี แผ่นพับ ข่าวสารและนิทรรศการ
ส่วนวิทยากรท่านสุดท้าย คือ อาจารย์เบญจา รุ่งเรืองศิลป์ บรรณารักษ์ สถาบันวิทยบริการ จุฬาลง- กรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึง ห้องหนังสือหายาก การเก็บฟิล์มรูปถ่ายใช้โค้ดร่วมกันกับรูปที่อัดไว้เรียงแฟ้มให้รหัสหมายเลข การแสดงวัสดุจดหมายเหตุ สิ่งของ จัดนิทรรศการเอกสารเก่า เรื่องราวประวัติ
หมายเหตุ : สรุปจากการสัมมนาความร่วมมือทางวิชาการระหว่างหอสมุดและคลังความรู้ มหาวิทยาลัย มหิดล และศูนย์บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (หัวข้อ : แนวคิดของการพัฒนางานจดหมายเหตุมหาวิทยาลัย) วันพุธที่ 5 สิงหาคม 2552 ณ ห้องโถง ชั้น 1 อาคารหอสมุดและคลังความรู้ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา จังหวัดนครปฐม ผู้ร่วมสัมมนา นายณัฐสิทธิ์ พุฒิวิสารทภาคย์ นางจันทร์ฉาย วีระชาติ และนางสาวชูชีพ มามาก
บทบาทของห้องสมุด : ในมุมมองของผู้รับบริการด้านการเรียนการสอนและการวิจัย
บทบาทของห้องสมุด : ในมุมมองของผู้รับบริการด้านการเรียนการสอนและการวิจัย
โดย นางไพจิตร เกิดอยู่
บทบาทของห้องสมุด : ในมุมมองของผู้รับบริการด้านการเรียนการสอนและการวิจัย มีมุมมองในแง่มุมต่างๆ ดังนี้ ศาสตราจารย์ นพ. ชัยรัตน์ ฉายากุล รองคณบดีฝ่ายการศึกษาหลังปริญญา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล มีมุมมองแรกในเรื่อง “ความเหมาะสมของรูปแบบการให้บริการ” การจัดการให้บริการในรูปแบบสากลของห้องสมุดอาจจะไม่เหมาะสมกับความต้องการของผู้ใช้ บรรณารักษ์ต้องดูความเหมาะสมความต้องการที่แท้จริงของผู้ใช้บริการ ไม่จำเป็นต้องยึดรูปแบบตามทฤษฎีเสมอไป เช่น การปรับเปลี่ยน Collection ที่หลากหลายรูปแบบออกไป นอกเหนือจากการจัดหมวดหมู่ในรูปแบบสากล เช่น จัดมุมหนังสือดี 100 เล่ม จัดมุมหนังสือด้านกำลังใจ หรือจัดมุมหนังสือภาษาจีน เป็นต้น เพื่อสร้างบรรยากาศ ความสนใจให้กับผู้ใช้บริการมากขึ้น ในมุมมองวิทยากรท่านนี้เปรียบห้องสมุดให้เหมือนกับนาฬิกาที่เป็นเข็ม และนาฬิกาใช้เป็นดิจิตอล คือ นาฬิกาดิจิตอลที่นิยมกันมากในช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่ในระยะต่อมาก็ยังนิยมการใช้นาฬิกาที่เป็นเข็ม เพราะอาจจะมีความเที่ยงตรง ถูกต้อง และแม่นยำกว่า และเข้าถึงได้ง่ายกว่า
มุมมองของวิทยากรท่านที่สอง คือ นางเพ็ญแข ประจงใจ บรรณารักษ์ (ชำนาญการ) สำนักหอ สมุดกลาง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ในเรื่อง “การแข่งขันทางด้านข้อมูลที่มีความรวดเร็ว” ปัจจุบัน Internet เข้ามามีบทบาทกับผู้ใช้บริการมากขึ้น ทำให้การสืบค้นข้อมูลต่างๆ ไม่จำเป็นต้องใช้ห้องสมุด จะเห็นได้ว่า Website ต่างเป็นคู่แข่งของห้องสมุด ไม่ว่าเป็น Google.com, Amezon.com, Yahoo.com เป็นต้น จึงจำเป็นที่ห้องสมุดต้องปรับเปลี่ยนการให้บริการที่รวดเร็วและทันสมัย มีความรู้ทางด้านเทคโนโลยีที่จัดเก็บข้อมูล จัดการความรู้ให้แก่ผู้ใช้ มีการโต้ตอบระหว่างผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการได้อย่างรวดเร็วขึ้น ปรับเปลี่ยนการให้บริการเป็น Library 2.0
สำหรับมุมมองของวิทยากรท่านที่สาม คือ รศ. ดร.ฉัตรเฉลิม อิศรางกูร ณ อยุธยา รองคณบดีฝ่ายบริหารนโยบายและพัฒนาระบบ คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในเรื่อง “ปรับเปลี่ยนบทบาทให้เข้ากับวิถีชีวิตของนักศึกษา และการเรียนการสอน” ในปัจจุบันมีรูปแบบการเรียนการสอนแบบ e-learning ไม่เฉพาะแต่การสืบค้นข้อมูล แต่เปลี่ยนเป็นการใช้ข้อมูลจากเทคโนโลยีภายในห้องสมุดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบางมหาวิทยาลัยเปิดห้องสมุดให้ผู้ใช้บริการ ตลอด 24 ชั่วโมง ในช่วงเวลาสอบ หรือการจัดโซนอินเทอร์เน็ตโดยเฉพาะ
และมุมมองของนักศึกษาบัณฑิตศึกษา สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดลคือ นางสาววนิดา เจียมรัมย์ มีมุมมองในการใช้พื้นที่ในห้องสมุดของนักศึกษามีมากขึ้น จัดพื้นที่บางส่วนให้มีรูปแบบนอกเหนือจากที่นั่งอ่าน เป็นการใช้พื้นที่ของห้องสมุดได้ทุกอิริยาบถได้ และนักศึกษาต้องมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม ส่วนมุมมองสุดท้ายของนายชำนาญ ยานะ ในเรื่อง “ห้องสมุดต้องสร้างเครือข่ายให้กับชุมชน” การสร้างชุมชนใกล้เคียงให้เป็นแหล่งเรียนรู้ เป็นรูปแบบหนึ่งของการประชาสัมพันธ์สถาบัน หรือหน่วยงานให้มีความเข้มแข็งได้จากชุมชน คือเป็นบริการสังคมเพื่อให้สังคมใกล้เคียงมีความเข้มแข็งทางด้านความรู้วิชาการมากขึ้น เช่น โครงการจัดมุมความรู้ของสถาบัน เป็นต้น
หมายเหตุ : สรุปจากการสัมมนาความร่วมมือทางวิชาการระหว่างหอสมุดและคลังความรู้ มหาวิทยาลัย มหิดล และศูนย์บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (หัวข้อ : บทบาทของห้องสมุด : ในมุมมองของผู้รับบริการด้านการเรียนการสอนและการวิจัย) วันอังคารที่ 4 สิงหาคม 2552 ณ ห้องโถง ชั้น 1 อาคารหอสมุดและคลังความรู้ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา จังหวัดนครปฐม ผู้ร่วมสัมมนา: อาจารย์สุวคนธ์ ศิริวงศ์วรวัฒน์ และนางไพจิตร เกิดอยู่
3G เทคโนโลยีใหม่ในการพัฒนาองค์กร
3G เทคโนโลยีใหม่ในการพัฒนาองค์กร
โดย นางสาวขนิษฐา ภมรพิพิธ
3G หรือ Third Generation เป็นเทคโนโลยีการสื่อสาร อุปกรณ์ที่ผสมผสานการนำเสนอข้อมูลและเทคโนโลยีในปัจจุบันเข้าด้วยกัน เช่น PDA โทรศัพท์มือถือ Walkman กล้องถ่ายรูป และอินเทอร์เน็ต เทคโนโลยี 3G ทำให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว และมีรูปแบบใหม่ๆ มากขึ้น ประกอบกับอุปกรณ์สื่อสารไร้สายในระบบ 3G สามารถให้บริการระบบเสียง และแอพพลิเคชั่นรูปแบบใหม่ เช่น จอแสดงภาพสี เครื่องเล่นเอ็มพี 3 เครื่องเล่นวิดีโอ การดาวน์โหลดเกม แสดงกราฟิก และการแสดงแผนที่ตั้งต่างๆ ทำให้การสื่อสารเป็นแบบอินเตอร์แอ็กทีฟ สร้างความสนุกสนาน และสมจริงมากขึ้น
3G ส่งผลอย่างไรต่อองค์กร
ด้วยความโดดเด่นของ 3G ที่สามารถส่งข้อมูล + เสียงไปพร้อมกันได้ดี บริษัทหรือองค์กรต่างๆ สามารถติดต่อสื่อสารระหว่างกันได้อย่างสะดวกรวดเร็ว เช่น การประชุมทางไกลที่สามารถทำได้ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Teleconference, Video Conference), การทำโมบายล์ออฟฟิศ, การติดต่อประสานงานที่กระชับรวดเร็ว และการส่งไฟล์ขนาดใหญ่ที่สามารถเปิดอ่านได้บนมือถือ นอกจากนี้ยังสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการโดยร่วมมือกับพันธมิตรดำเนินธุรกิจที่ส่งเสริมกันและกัน ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในรูปแบบการตลาดที่แปลกใหม่ ดึงดูดใจและหลากหลายมากยิ่งขึ้น เช่น การติดตามสอดส่องเฝ้าระวังความปลอดภัยภายในบ้านแบบเรียลไทม์ (Online Monitoring)
ปัจจัยที่ผลักดันให้ 3G เกิดและประสบความสำเร็จ
ให้ความรู้ความเข้าใจแก่ตลาดทั้งในด้านเทคโนโลยีและบริการ และให้ประชาชนรู้จักใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด (Educate market)
พัฒนาระบบเครือข่ายให้มีความพร้อม สามารถรองรับการเชื่อมต่อได้ครอบคลุมและรวดเร็ว (Network Availability)
มีการพัฒนาเนื้อหาข้อมูลทั้งสาระความรู้ ข่าวสาร และบันเทิงที่ดึงดูดความสนใจ (Content Provider)
การให้บริการจะต้องไม่ซับซ้อนและค่าบริการต้องไม่สูงเกินไป จึงจะผลักดันตลาดได้
รัฐบาลต้องผลักดัน โดยให้กฎระเบียบเปิดกว้าง เอื้อต่อการลงทุน และส่งเสริมการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน (Government Support)
ความแพร่หลายและความหลากหลายของ Terminal หรืออุปกรณ์สื่อสาร (Handset) หมายถึง “ดีกว่า” แต่รองรับการใช้งานที่ “ซับซ้อนกว่า” ตามยุคสมัยและความต้องการของสังคม เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศ เมื่อ 3G เข้ามาย่อมกระตุ้นการใช้งานและพัฒนาไปพร้อมๆ กันทั้งระบบของประเทศ
หมายเหตุ : สรุปจากการอภิปรายทางวิชาการ เรื่อง “3 G เทคโนโลยีใหม่ในการพัฒนาองค์กร” วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ณ ห้องประชุม อาคารพิทยพัฒน์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ผู้เข้าร่วมฟังการอภิปรายทางวิชาการ ได้แก่ นางลักษมี พูลทรัพย์ นางสาวขนิษฐา ภมรพิพิธ นางสาวอุมา พร ไชยสูง และนางสาวกรรณิการ์ วัชราภรณ์
สารสนเทศศาสตร์กับการก้าวสู่สังคมฐานความรู้
สารสนเทศศาสตร์กับการก้าวสู่สังคมฐานความรู้
โดย นางลักษมี พูลทรัพย์
ในการสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง “สารสนเทศศาสตร์กับการก้าวสู่สังคมฐานความรู้” วิทยากรท่านแรก คือ Professor Dr. John A. Mills จาก Charles Sturt University (AUS) บรรยายเรื่อง “Technological Convergence in the Delivery of Library and Information Management Education: From Distance Education to Flexible Learning.” โดยสรุปผู้บรรยายเน้นเรื่องบทบาทของเทคโนโลยีที่เข้ามาเชื่อมโยงในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน จากประสบการณ์การสอนทำให้เกิดการปรับเนื้อหา (content) และการออกแบบกิจกรรมเพื่อเอื้อต่อวิธีการทำงานทาง Online ของการเรียนการสอน การทำงานกลุ่ม และ feedback ต่างๆ ระหว่างนิสิตกับอาจารย์ ยืดหยุ่นตามสภาพปัจจุบัน ดังนั้นบทบาทของห้องสมุด ผู้ปฏิบัติงานห้องสมุดควรบูรณาการ โดยการปรับเชื่อมการให้บริการให้เข้ากับรูปแบบของการเรียนการสอนแบบ Online Learning เพื่อให้นักศึกษาสามารถศึกษาค้นคว้าโดยเข้าถึงเนื้อหาหรือเข้าถึงแหล่งสารสนเทศได้โดยสะดวก
วิทยากรท่านที่สอง คือ ศาสตราจารย์ ดร. ชุติมา สัจจานันท์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้บรรยายเรื่อง “การวิจัยกับการพัฒนาสารสนเทศศาสตร์” เนื้อหาโดยสรุป ดังนี้ การวิจัยมีความสำคัญ มีการกำหนดเป็นนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยระดับชาติ สถาบัน องค์กร ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ก่อให้เกิดการพัฒนาศาสตร์ และเชื่อมโยงความรู้สู่การปฏิบัติ การวิจัยมีเป้าหมายปลายทาง คือ การนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ นักวิชาชีพสารสนเทศศาสตร์ จึงควรให้ความสำคัญในเรื่องการวิจัยทางสารสนเทศศาสตร์ มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับแผนนโยบาย และมาตรการระดับชาติ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงในสาขาวิชาชีพ อันจะนำไปสู่การพัฒนาการวิจัย เพื่อการพัฒนาสารสนเทศศาสตร์ให้เป็นวิชาการและวิชาชีพชั้นนำในสังคม
สำหรับเรื่อง “การศึกษาสารสนเทศศาสตร์ในประเทศไทย” มีวิทยากร 3 ท่าน คือ รองศาสตราจารย์ ดร. กุลธิดา ท้วมสุข มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พิมพ์รำไพ เปรมสมิทธิ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรองศาสตราจารย์ ดร. ปัทมาพร เย็นบำรุง มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้เน้นประเด็นหลัก ดังนี้
1. ความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงสภาพการเรียนการสอนสาขาวิชาสารสนเทศศาสตร์ ในการผนวกวิทยาการ เน้นสหสาขาวิชาเป็นสำคัญ เพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาการ การยอมรับในสังคม และตลาดแรงงาน
2. การผลิตบัณฑิตสาขาสารสนเทศศาสตร์ สภาพการจัดการเรียนการสอนสาขาวิชาสารสนเทศศาสตร์ในประเทศไทย เป้าหมายการจัดการหลักสูตรสาขาสารสนเทศศาสตร์ ให้มีความสอดคล้องกับปรัชญาวิชาชีพ โดยเน้น Competency และความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างสถาบัน
3. การจัดตั้ง iSchools แนวโน้มความเป็นไปได้ในเอเชีย เพื่อรองรับความซ้ำซ้อนของหลักสูตร IS / CS / IT ในด้านเนื้อหาหลักสูตร หัวข้อในการวิจัย และคณาจารย์ผู้สอน ควรมีการเตรียมตัวเพื่อการปรับเปลี่ยน และความร่วมมือระหว่างสถาบัน
หมายเหตุ : จากการสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง “สารสนเทศศาสตร์กับการก้าวสู่สังคมฐานความรู้” เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี แขนงวิชาสารสนเทศศาสตร์ สาขาวิชาศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วันที่ 15-16 พฤษภาคม 2552 ณ ห้องตรีศร อาคารอเนกนิทัศน์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ผู้เข้าร่วมสัมมนา ได้แก่ อาจารย์สุวคนธ์ ศิริวงศ์วรวัฒน์ นางจันทร์ฉาย วีระชาติ นางลักษมี พูลทรัพย์ นางสาวสุกัญญา ประทุม และนางสาวขนิษฐา ภมรพิพิธ
ระบบห้องสมุดอัตโนมัติ WALAI AutoLib
ระบบห้องสมุดอัตโนมัติ WALAI AutoLib
โดย นางไพจิตร เกิดอยู่ และ
นางจันทร์ฉาย วีระชาติ
ระบบห้องสมุดอัตโนมัติ WALAI AutoLib ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เพื่อใช้งานในสถาบันอุดมศึกษาที่ประสงค์จะใช้ระบบห้องสมุดอัตโนมัติที่พัฒนาในประเทศไทย และมีฐานการพัฒนาบนห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาไทยโดยเฉพาะ ระบบห้องสมุดอัตโนมัติ WALAI AutoLib พัฒนาโดยสำนักวิชาสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มี 7 Module ดังนี้
1. Acquisition Module
• แนะนำ/เสนอซื้อ ทรัพยากรสารสนเทศผ่านเว็บไซต์
• ตรวจสอบรายการซ้ำ หรือรายการที่ห้องสมุดมีแล้ว
• ระบบสามารถรองรับการลงทะเบียนเป็นสมาชิกของสำนักพิมพ์หรือตัวแทนจำหน่าย ผ่าน web โดยใช้เลขทะเบียนการค้าเท่านั้น เพื่อติดต่อการในการจัดหา
• สามารถเปรียบเทียบจากการเสนอของสำนักพิมพ์แต่ละชื่อเรื่องได้
• การขออนุมัติ มี 2 ระบบ
- ผู้บริหารสามารถอนุมัติผ่าน web ได้
- ผู้บริหารอนุมัติจากบันทึกการขออนุมัติได้
• การตรวจรับจะมีผู้ตรวจรับ รายการตรวจรับในระบบและตรวจสอบได้ และสามารถ ตรวจสอบย้อนหลังได้ทั้งหมด
• ในกรณีที่ไม่สามารถจัดหาได้ หรือหยุดพิมพ์ หรือดำเนินการจัดซื้ออีครั้ง ระบบจะแจ้ง ให้ผู้เสนอแนะทราบ สถานะของการดำเนินการ
• กระบวนการจัดซื้อจัดหา ระบบจะรวบรวมรายการ และบอกรายการที่เสนอซ้ำ หรือ ผ่านวิธีการจัดซื้อในขั้นตอนใด
2. Cataloging Module
• ระบบสามารถ จัดทำบาร์โค้ดได้
• ระบบจัดทำ label หรือการพิมพ์สัน ของหนังสือแต่ละเล่มได้จากรายการที่ได้ catalog แล้วในระบบ และ print ออกมาดำเนินการกับตัวเล่มได้เลย
3. Serial Control Module
จุดเด่นของโมดูลนี้ คือ การลงทะเบียนวารสาร 1 ชื่อเรื่อง 1 ครั้ง ระบบจะคำนวณวาระการออกและการติดตามวารสารให้เป็นรายปีให้อย่างต่อเนื่อง ถ้ารายการใดได้รับแล้ว ก็ check in ถ้ารายการใดยังไม่ได้รับ ก็สามารถดำเนินการแก้ไข และแจ้งเหตุผลได้
4. Authority Control Module (ระบบควบคุมรายการ)
เป็นระบบย่อยที่ประกอบด้วยชุดคำสั่งต่างๆ สำหรับใช้ในการจัดการ หัวเรื่อง ชื่อผู้แต่ง และชื่อนิติบุคคล ให้เป็นรูปแบบของระเบียน ควบคุมรายการตามมาตรฐาน MARC21 เพื่อเป็นตัวกำหนดและควบคุมการลงรายการบรรณานุกรม และเป็นดรรชนีในการสืบค้นให้กับ OPAC
5. Policy Management Module
เป็นระบบย่อยที่ใช้เพื่อกำหนดรูปแบบและเงื่อนไขต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ ทั้งนี้เนื่องจากห้องสมุดแต่ละแห่งมีนโยบายในการให้บริการที่ต่างกัน จึงอำนวยความสะดวกในการทำงาน โดยให้ผู้ใช้สามารถกำหนดนโยบายการให้บริการได้เอง เช่น เวลาทำการ ซึ่งในสถาบันการศึกษา มีวันและเวลา การเปิดบริการของห้องสมุดแตกต่างกันระหว่าง ภาคการศึกษา และช่วงปิดภาคการศึกษา การกำหนดค่าปรับ และการกำหนดระยะเวลาของการนำทรัพยากรขึ้นชั้น เป็นต้น และระบบสามารถสำรองและเรียกคืนข้อมูลทั้งยังสามารถรองรับการกำหนด Tag ที่จำเป็นในการจัดทำรายการได้
6. OPAC & Utility Module
เป็นระบบย่อยที่ประกอบด้วยชุดคำสั่งต่างๆ สำหรับสืบค้นทรัพยากรสารสนเทศทางออนไลน์ (Online Public Access Catalog) รวมทั้งยังใช้เป็นช่องทางสำหรับให้บริการแก่สมาชิกทางออนไลน์ด้วย โดยออกแบบและพัฒนาให้มีความทันสมัยและง่ายต่อการใช้งาน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่สมาชิกห้องสมุด รวมทั้งผู้สนใจ ผู้รับบริการห้องสมุดจึงสามารถติดต่อกับระบบผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ เพื่อค้นหาข้อมูลทรัพยากรสารสนเทศและการให้บริการอื่นๆ เช่น การยืมต่อและการจอง เป็นต้น
7. Circulation Module ของระบบ WALAI AutoLib
เป็นระบบย่อยที่ประกอบด้วยชุดคำสั่งต่างๆ สำหรับงานบริการยืมคืนทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุด โดยออกแบบและพัฒนาให้บริการยืม คืน จอง สำรอง จ่ายค่าปรับ และแจ้งหายแก่สมาชิก แบบครบวงจรทั้ง ณ จุดให้บริการและข้ามสาขาห้องสมุดผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ อีกทั้งยังมีความยืดหยุ่นสูง เพื่อรองรับนโยบายการให้บริการที่แตกต่าง ทั้งต่างห้องสมุดสาขาและต่างประเภทสมาชิก สามารถแสดงรูปสมาชิกขณะทำรายการได้และสนับสนุนอุปกรณ์ Self Check และ RFID
แหล่งอ้างอิง :
มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ สำนักวิชาสารสนเทศศาสตร์. (2552). โครงการพัฒนา
ระบบห้องสมุดอัตโนมัติ Walai AutoLIB. นครศรีธรรมราช : สำนักวิชา
สารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์.
หมายเหตุ : จากการเข้าร่วมสัมมนาในโครงการสัมมนาความร่วมมือกลุ่มผู้ใช้ระบบห้องสมุดอัตโนมัติ Walai AutoLIB “โครงการพัฒนาระบบห้องสมุดอัตโนมัติ สำหรับห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาไทย” จัดโดย สำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) วันที่ 18 พฤษภาคม 2552 ณ
ห้องกิ่งเพชร โรงแรมเอเชีย ราชเทวี กรุงเทพมหานคร ผู้เข้าร่วมสัมมนา ได้แก่ อาจารย์
สุวคนธ์ ศิริวงศ์วรวัฒน์ นางไพจิตร เกิดอยู่ และนางจันทร์ฉาย วีระชาติ
เลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร (International Standard Serial Number – ISSN)
เลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร
(International Standard Serial Number – ISSN)
เลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร (International Standard Serial Number – ISSN)
เลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร (ISSN) เป็นเลขรหัสเฉพาะที่กำหนดให้แก่สิ่งพิมพ์ประเภทวารสารแต่ละชื่อเรื่อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้สำหรับการค้นข้อมูลวารสาร การแลกเปลี่ยนและการติดต่อต่างๆ เกี่ยวกับวารสารให้ถูกต้อง สะดวก และรวดเร็ว
การสร้างเลข ISSN
ศูนย์ข้อมูลวารสารสากล ประเทศฝรั่งเศส เป็นหน่วยงานที่สร้างเลข ISSN โดยใช้การคำนวณด้วย Modulus 11 เลข ISSN ประกอบด้วย เลขอารบิค 8 หลัก ตั้งแต่ 0-9 ยกเว้น เลขตัวสุดท้ายซึ่งบางครั้งจะเป็นตัวอักษร X (ตัวพิมพ์ใหญ่ของอักษรภาษาอังกฤษ) การเขียนเลข 8 หลักนี้ จะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ตัว และมีเครื่องหมาย (-) คั่นกลาง เลขแต่ละตัว ไม่มีความหมาย นอกจากจะใช้สำหรับกำกับวารสารแต่ละชื่อเรื่องเท่านั้น และได้มอบหมายให้ศูนย์ข้อมูลวารสารประเทศต่างๆ ที่เป็นสมาชิกรับผิดชอบในการกำหนดเลขให้กับสิ่งพิมพ์ประเภทวารสารที่พิมพ์ในประเทศของตน
การขอเลข ISSN
ผู้ขอเลข ISSN ต้องส่งหลักฐานเพื่อประกอบการขอเลข ดังนี้
1. สำเนาแบบฟอร์มการขอเลข ISSN พร้อมลงรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลวารสาร อย่างครบถ้วน แบบฟอร์มดูได้จาก website ของสำนักหอสมุดแห่งชาติ
2. สำเนาหน้าปกวารสารและสารบัญ
3. สำเนาใบอนุญาตตีพิมพ์ จากกองบัญชาการตำรวจสันติบาล (เฉพาะที่จัดพิมพ์ โดยหน่วยงานเอกชน)
4. ติดต่อขอเลข ISSN โดยทางโทรศัพท์ โทรสาร จดหมาย จดหมายอิเลคทรอนิกส์และติดต่อด้วยตนเอง
สิ่งพิมพ์ที่ให้เลข ISSN
- สิ่งพิมพ์ที่ให้เลข ISSN ได้แก่สิ่งพิมพ์ต่อเนื่องประเภทต่างๆ เช่น วารสาร วารสารอิเลคทรอนิกส์ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ จุลสาร หนังสือรายปี นามานุกรม
- วารสารที่มีการพิมพ์ภาษาอื่นด้วย ต้องให้เลข ISSN สำหรับวารสารภาษาอื่น อีกเลขหนึ่ง
- ส่วนวารสารที่พิมพ์ด้วยสื่อประเภทอื่น นอกจากสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น ซีดีรอม ออนไลน์ ต้องให้เลข ISSN แยกต่างหากเช่นเดียวกัน
การเปลี่ยนชื่อวารสาร
วารสารที่มีเลข ISSN พิมพ์บนตัวเล่มแล้ว ต่อมาต้องการเปลี่ยนชื่อวารสาร ผู้จัดพิมพ์ ต้องติดต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อขอรับเลข ISSN สำหรับวารสารที่เปลี่ยนชื่อ จะใช้เลขเดิมไม่ได้ เนื่องจากระบบเลข ISSN จะไม่รับข้อมูลที่มีการให้เลขซ้ำ หรือชื่อวารสารซ้ำ
การพิมพ์เลข ISSN บนตัวเล่ม
เลข ISSN กำหนดให้พิมพ์ในตำแหน่งที่เห็นชัดเจน คือ
1. หน้าปกมุมบนขวา เป็นตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุด
2. หน้าปกใน
3. ปกหลัง
ประโยชน์ของเลข ISSN
1. เพื่อความสะดวก รวดเร็ว และถูกต้อง ในการสั่งซื้อ จำหน่าย การสืบค้น การแลกเปลี่ยนข้อมูลวารสาร
2. เพื่อทราบสถิติการผลิตวารสารภายในประเทศ ในแต่ละสาขาวิชา
3. เพื่อนำไปใช้ร่วมกับระบบบาร์โค๊ด สามารถนำข้อมูลไปใช้บริหารการผลิต การจำหน่าย และการควบคุมสินค้าคงคลัง
สถานที่ติดต่อ
ศูนย์ข้อมูลวารสารระหว่างชาติแห่งประเทศไทย
ศูนย์สารนิเทศห้องสมุด
สำนักหอสมุดแห่งชาติ
โทร/โทรสาร : 0-2281-7533
E-mail : issn_thai@yahoo.com, issn@nlt.go.th
Website : www.nlt.go.th.
คัดมาจาก “เลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร ISSN” www.nlt.go.th























