Archive for the ‘ห้องสมุด’ Category

การบริหารจัดการงานห้องสมุดเพื่อรองรับผลกระทบประชาคมอาเซียน 2558

สรุปการเข้าร่วมสัมมนาวิชาการของ
ห้องสมุดวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล

อาจารย์สุวคนธ์  ศิริวงศ์วรวัฒน์
ผู้อำนวยการศูนย์สนเทศและหอสมุด

 

 

          วันที่ 26 กันยายน 2555 ได้เข้าร่วมสัมมนาวิชาการปี 2555 ของห้องสมุดวิทยาลัยการจัดการ  มหาวิทยาลัยมหิดล  เรื่อง “การบริหารจัดการงานห้องสมุดเพื่อรองรับผลกระทบประชาคมอาเซียน 2558” ณ โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพฯ
         การบริหารจัดการงานห้องสมุดเพื่อรองรับผลกระทบประชาคมอาเซียน 2558 ในหัวข้อนี้ ดร.รัฐ รนาดิเรก อาจารย์วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้บรรยายในภาคเช้า และ workshop ในภาคบ่าย

         สรุปเนื้อหาที่ได้จากการบรรยาย

1.  การปรับกลไกความคิดเชิงกลยุทธ์

         ปรับวิธีคิดใหม่ ให้สามารถคิดแบบเชิงกลยุทธ์
         1.1    กำหนดเป้าหมายที่จะบรรลุ
         1.2    วิเคราะห์
                   1.2.1  Stakeholder analysis ซึ่งมีอยู่หลายกลุ่ม
                               1)  Stakeholder  ในองค์กร
                               2)  Stakeholder  ที่เป็นผู้อนุมัติงบประมาณ
                               3)  Stakeholder  ที่เป็นหน่วยงานพันธมิตร หรือเครือข่าย
                               4)  Stakeholder  ที่เป็นผู้ใช้บริการ
                               5)  Stakeholder  ที่เป็นผู้เสียผลประโยชน์
                  1.2.2  Problem analysis
                  1.2.3  Situation analysis

2.  Paradigm

         2.1    mode แห่งความสำเร็จ เป็นวิถีที่เชื่อว่าจะนำไปสู่ความสำเร็จ
         2.2    เป็นการกำหนดขอบเขตในการคิด เป็นตัว Block ที่ทำให้เราประเมินคุณภาพของบุคคลต่างกัน
         2.3    ทุกคนเกี่ยวข้องกับ paradigm

ตัวอย่าง ของ Paradigm :

         ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เป็นประเทศที่มีการผลิตนาฬิกาที่มีชื่อเสียงมากที่สุด และครองตลาดโลกมาในศตวรรษที่ 20 ต่อมามีการเสนอ (โดยช่างชาวสวิส) ให้ผลิตนาฬิกาแบบใหม่ เป็น นาฬิกาควอทซ์ (Quartz) ไม่มีเข็มนาฬิกา ไม่ต้องหมุนเข็ม เป็นดิจิทัล แต่ถูกบริษัทปฏิเสธ เนื่องจากบริษัทมี paradigm ของบริษัทว่า นาฬิกาจะต้องมีตัวเลข มีเข็มบนหน้าปัด และมีปุ่มหมุนเข็ม  ต่อมาในงานการแสดงนาฬิกาโลก  อเมริกาและญี่ปุ่นได้เห็นแนวใหม่หรือรูปลักษณ์ใหม่ของนาฬิกา นำไปผลิตออกจำหน่าย ทำให้นาฬิการุ่นใหม่ของญี่ปุ่นครองตลาด สัดส่วนของนาฬิกาสวิสที่เคยอยู่ในตำแหน่งที่ 1 (ประมาณ 60 กว่า %) ตกลงมาแค่ 10 % paradigm จึงมีความสำคัญต่อการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในทุกเรื่อง

         ทำไมคนไม่ยอมเปลี่ยน Paradigm
         1. สัญชาตญาณ  (Instinct)
         2. นิสัย  (Habit)  ทำมาอย่างไรก็ทำไปอย่างนั้น
         3. วัฒนธรรม  (Culture)
         4. ชอบให้คนอื่นทำตามที่ตัวต้องการ  (Dominate)
         5. ยโส  (Ego)
         6. มีความเชื่อมั่นตัวเองสูงมาก  (Over Ego)
         ทั้ง 6 ข้อข้างต้นเป็นสาเหตุที่ทำให้คนไม่ยอมเปลี่ยน paradigm

3.  Situation analysis

         Workforce จำแนกออกได้ตาม Generation ซึ่งคนแต่ละกลุ่มก็คิดคนละแบบ คือ
         3.1  กลุ่ม Baby Boomer  (พ.ศ. 2489 – 2508) อายุระหว่าง 66 – 47  สังคมในยุค Baby Boomer ทางเลือกมีไม่มาก อยู่ที่ไหนอยู่ที่นั่นไม่ชอบเปลี่ยนงานเป็นกลุ่ม Live to Work
         3.2  Generation X  (พ.ศ. 2509 – 2523) อายุระหว่าง 46 – 32  การทำงานเป็นระบบมากขึ้น แต่ความคิดยังคงเก่าอยู่ เป็นกลุ่ม Work to Live
         3.3  Generation Y  (พ.ศ. 2524 – 2542) อายุระหว่าง 31 – 12  เป็นกลุ่มที่ทันสมัย ใช้สื่อทันสมัย เพราะมีสื่อทันสมัยอยู่รอบตัว และมีทางเลือกเยอะเป็นกลุ่ม Live then Work
         3.4  Generation Z  (พ.ศ. 2543 –     ) อายุระหว่าง 11 –      มีความกล้ามากขึ้น แสดงความคิดเห็นมากขึ้น ซึ่งเราจะพบได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิด

4.  Managing Workforce ในอนาคต

         4.1  มิติของงาน
                  4.1.1  งานต้องยืดหยุ่น กระบวนการทำงานก็ต้องยืดหยุ่น (Flexible)
                  4.1.2  เป้าหมายต้องชัดเจน (Goal oriented)
                  4.1.3  ดึงให้บุคลากรมีส่วนร่วม (Engaging)
                  4.1.4  สร้างสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นทุกวัน (ถ้าทำได้)  (Variety)
                  4.1.5  ทำให้ผู้ปฏิบัติรุ้สึกถึงความสำคัญของงาน (Meaningful)
                  4.1.6  งานต้องมีความเป็นระบบ การบริหารจัดการงานก็เป็นระบบ (Systematic)
                  4.1.7  งานมีความท้าทายในการปฏิบัติ (Challenging)
         4.2 มิติของผู้บริหาร
                  4.2.1 ให้คำแนะนำและเป็นที่ปรึกษา (Resourceful)
                  4.2.2 รับฟังและเข้าใจความรู้สึก (Empathy)
                  4.2.3 ปรับตัวได้ตามสถานการณ์ (Adaptive)
                  4.2.4 เป็นเหตุเป็นผล อธิบายได้ (Logical)
                  4.2.5 ทำใจ

5.  AEC 2015

         จะทำอย่างไรให้พื้นที่ไทยในอาเซียนโดดเด่น
         
5.1  ศึกษาการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับ
                  5.1.1  ความมั่นคง (มีศักยภาพของการแข่งขัน)  รู้คู่แข่งขัน – รู้เขารู้เรา
                  5.1.2  ความเข้าใจในสังคมและวัฒนธรรม – ผู้บริโภคมีความรู้และศักยภาพ (Demand condition)
                  5.1.3  เป็นฐานการผลิตที่ดี (Supply condition) ด้านวัตถุดิบ แรงงาน และข้อกำหนดอื่นๆ
         5.2  การเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ มีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ อุตสาหกรรมที่รองรับจะต้องมีภาคการบริการที่ดี มีสาธารณูปโภคที่ครบครัย และมีการจัดการ Logistics ที่ดี
         5.3  แนวทางในการพัฒนาห้องสมุดเพื่อรองรับ AEC 2015 คือ ห้องสมุดจะต้องจัดเตรียม resources ที่เอื้อต่อการเพิ่มศักยภาพให้กับผู้ใช้บริการในบริบทของสังคมกลุ่มเป้าหมายที่ห้องสมุดรับผิดชอบในการรองรับ AEC 2015

หมายเหตุ : จากการสัมมนาวิชาการ เรื่อง การบริหารจัดการงานห้องสมุดเพื่อรองรับผลกระทบประชาคมอาเซียน 2558  วันที่ 26 กันยายน 2555 เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพฯ มีผู้ร่วมสัมมนาดังนี้ อาจารย์สุวคนธ์  ศิริวงศ์วรวัฒน์ 

โครงการห้องสมุดโรงเรียนบางโพธิ์เหนือ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี

โครงการห้องสมุดโรงเรียนบางโพธิ์เหนือ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี

          ตามที่ศูนย์อาสาสมัครเพื่อสังคม มธบ. ได้ขอความอนุเคราะห์ให้บรรณารักษ์ดำเนินการให้ความรู้ในการจัดหมวดหมู่หนังสือในห้องสมุดโรงเรียนบางโพธิ์เหนือ วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม 2555 โดยมีบรรณารักษ์ร่วมดำเนินการในครั้งนี้ จำนวน 5 คน คือ…
         1. นางไพจิตร เกิดอยู่
         2. นางรุ่งนภา พื้นงาม
         3. นางทิพยถนอม นนทนาคร
         4. นายระวิ มีเดช
         5. นางสาวขนิษฐา ภมรพิพิธ

กิจกรรมดำเนินงาน
         1. บริจาคหนังสือให้ห้องสมุดจำนวน 33 ชื่อเรื่อง 91 เล่ม
         2. จัดหมวดหมู่หนังสือในห้องสมุด จำนวน 210 เล่ม
         3. แนะนำการลงทะเบียน การจัดหมวดหมู่ การกำหนดเลขผู้แต่ง การให้หัวเรื่อง แก่ครูผู้รับผิดชอบ

ขอขอบคุณ…นายปรัชญา แก้วมาก  จัดทำป้ายหมวดหมู่ระบบทศนิยมดิวอี้ และป้ายติดหมวดหมู่บนชั้นหนังสือ

Online Information & Education Conference 2012

Online Information & Education Conference 2012

โดย สุพดี  บรรจงแต้ม

วันที่ 22-23 มีนาคม  2555 มีการสัมมนาวิชาการระดับนานาชาติ Online information & Education Conference 2012 ณ  ห้องประชุมรักตะกนิษฐ  มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตกับ บริษัท บุ๊คโปรโมชั่น แอนด์ เซอร์วิส จำกัด และบริษัท บุ๊คเน็ทจำกัด โดยมี รศ.นพ. กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เป็นประธานในการสัมมนาวิชาการระดับนานาชาติในครั้งนี้ และมีการนำเสนอหลักการแนวคิด และประสบการณ์การจัดการความรู้กับการประยุกต์ใช้ในงานห้องสมุด โดยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการห้องสมุดดิจิตอลจากประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆ สรุปความดังนี้

หัวข้อเรื่อง The Undergrad and the Digital Library: New Challenges,  New Service Models
วิทยากรโดย Mr. Peter Sidorko จาก The University of Hong Kong กล่าวถึงการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาใน The University of Hong Kong ว่า ทรัพยากรสารสนเทศมีมากมาย อยู่ในรูปแบบที่แตกต่างกัน เป็น open access บ้าง มีอยู่ใน social media บ้าง ผู้ใช้สามารถเข้าไปใช้ได้ทุกที่ ทุกเวลา มีการใช้ Mobile Web กันมากขึ้น ซึ่งมีความเร็วกว่าการใช้ web บนเครื่องคอมพิวเตอร์ มีการศึกษาเมื่อเดือนธันวาคม 2553 พบว่า มีผู้ใช้ Mobile Web ในประเทศอียิปต์ มากถึงร้อยละ 70 ในขณะที่ในประเทศไทยมีเพียงร้อยละ 32 ในแง่ของห้องสมุดต้องสร้างการเรียนรู้ผ่านสารสนเทศดิจิตอล ห้องสมุด The University of Hong Kong มีการใช้งบประมาณในการจัดหาสื่ออิเล็กทรอนิกส์มากกว่าสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น มีการซื้อ print serials ลดลงร้อยละ 42 และซื้อ eSerials ร้อยละ 281  ทั้งนี้เนื่องจากนักศึกษาอยู่ในยุคดิจิตอลซึ่งมีอินเทอร์เน็ตเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มีการติดต่อสื่อสารกันตลอดเวลา และมีการเรียนรู้ผ่านสารสนเทศดิจิตอล ทำให้กิจกรรมการใช้ห้องสมุดของนักศึกษาในหลายด้านลดลง ได้แก่ การใช้หนังสืออ้างอิงในการทำวิจัย การใช้บทความจากวารสาร การใช้ฐานข้อมูลออนไลน์ การยืมตัวเล่มหนังสือ การใช้เวลาว่างเพื่อการอ่านหนังสือ ในขณะเดียวกันนักศึกษาส่วนใหญ่จะค้นสารสนเทศโดยใช้ Search engine  มากถึงร้อยละ 83

หัวข้อเรื่อง Ruminations on Education
วิทยากรโดย Dr. Lee Chu Keong จาก Nanyang Technological  University กล่าวถึง การศึกษาในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งผู้ปกครองยอมจ่ายเงินเป็นจำนวนมากเพื่อให้บุตรหลานที่เรียนในโรงเรียนของรัฐได้เรียนพิเศษ วิทยากรมีความเห็นว่าถึงแม้นักเรียนในประเทศสิงคโปร์จะได้รับคะแนนสอบวิชาคณิตศาสตร์ (TIMMS) สูงเป็นอันดับ 2 จาก 50 ประเทศทั่วโลกในปีค.ศ. 2007 แต่สาเหตุที่นักเรียนสามารถทำโจทย์คณิตศาสตร์ได้เกิดจากการฝึกฝนให้ทำข้อสอบรูปแบบเดิมซํ้าแล้วซํ้าอีก จึงเกิดข้อสงสัยว่า นักเรียนในปัจจุบันได้รับการอบรมสั่งสอน (Teaching) หรือเป็นเพียงการฝึกฝน (Training) ซํ้าไปซํ้ามาเท่านั้น ความรู้ที่นักเรียนได้รับยังเน้นไปที่ความรู้เชิงวิชาการมากกว่าความรู้เชิงปฏิบัติการ  เมื่อวิเคราะห์ตัวชี้วัดสมรรถนะหลัก (KPI) ของอาจารย์ผู้สอนพบว่า ผู้สอนจะใช้ผลการเรียนของนักเรียนเป็นตัวชี้วัดหลักเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงผู้เรียนจำเป็นต้องเรียนรู้สิ่งอื่นๆ อีกมากมาย เช่น มารยาทที่ดี การแสดงความเคารพผู้อาวุโส ความรับผิดชอบ การเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม การไม่ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเสพติด การให้ความระมัดระวังในการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว และเชาว์ปัญญา เป็นต้น แต่กลับไม่มี KPI สำหรับสิ่งเหล่านี้เลย   วิทยากรได้กล่าวถึง ลักษณะจิต  5 ประการ (จากหนังสือเรื่อง Five Minds For the Future ของ  Howard Gardner) ของบุคคลที่จะประสบความสำเร็จ ได้แก่
1. จิตแห่งวิทยาการ
2. จิตแห่งการสังเคราะห์
3. จิตแห่งการสร้างสรรค์
4. จิตแห่งความเคารพ และ
5. จิตแห่งคุณธรรม
ซึ่ง Dr.Lee กล่าวเน้นถึง จิตแห่งวิทยาการ ซึ่งหมายถึงการมีความรู้อย่างลึกซึ้งในวิทยาการใดเป็นพิเศษ ซึ่งต้องใช้เวลาในการบ่มเพาะความรู้ในสาขานั้นอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานถึง 10 ปี จึงจะเป็นผู้เชี่ยวชาญได้ และโรงเรียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องสมุดมีเวลาในการสร้างจิตแห่งวิทยาการให้กับนักเรียนน้อยมากเนื่องจากเวลาส่วนใหญ่ของนักเรียนหมดไปกับการแสวงหาความรู้ทางวิชาการ  บรรณารักษ์เองควรสร้างให้ตนเองเกิดจิตแห่งวิทยาการ โดยพยายามคิดหาคำตอบว่า ศาสตร์ที่เป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะของเราคืออะไร องค์ความรู้และกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งความเชี่ยวชาญนั้นมีอะไรบ้าง  เราได้ฝึกฝนตนเองเพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญในศาสตร์นั้นๆ หรือยัง  เราได้ฝึกฝนทักษะนั้นอย่างสมํ่าเสมอหรือไม่ และเรายังคงเดินตามรอยเท้าของผู้อื่นอยู่หรือไม่  นอกจากนี้ Dr.Lee ได้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับจิตที่จำเป็นในอนาคต ซึ่ง Gardner ไม่ได้กล่าวถึง ได้แก่

1. จิตแห่งการเงิน (Financial Mind) เช่น ข้อมูลในปีค.ศ. 2009 พบว่า ครึ่งหนึ่งของบุคคลที่ล้มละลายมีสาเหตุมาจาก การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมากเกินไป แสดงว่าบุคคลเหล่านี้มีปัญหาทางด้านการควบคุมการใช้จ่าย และใช้จ่ายเกินความจำเป็น วิธีการแก้ไข คือ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง

2. จิตแห่งการตีความ และมีสติรู้เท่าทัน (Read – between-the-lines Mind) เช่น อีเมลล์หลอกลวงว่าผู้รับจะได้รับเงินจำนวนมาก ซึ่งมีผู้หลงเชื่อ เนื่องจากไม่มีสติเท่าทัน และขาดทักษะในการตีความและวิเคราะห์ข้อมูล

3. จิตแห่งไหวพริบและการเอาตัวรอด (Streetsmart Mind) เช่น ศัลยแพทย์ถูกหลอกลวงให้ซื้อสารเคมีที่ช่วยล้างหมึกสีดำจากธนบัตรจริงได้ แสดงว่าถึงแม้จะมีการศึกษาสูง ก็ยังตกเป็นเหยื่อ เพราะการศึกษาเน้นที่การฝึกฝน มากกว่า การสั่งสอนให้ผู้เรียนเกิดไหวพริบและทักษะในการเอาตัวรอด

4. จิตแห่งการยอมรับความผิดพลาด (Failure-is-part-of-life Mind) เช่น นักวิชาการของบริษัทชื่อดังตัดสินใจฆ่าตัวตาย เนื่องจากผิดหวังในความรัก ปัญหาเกิดจาก บุคคลนั้นไม่เคยเผชิญความผิดหวังในชีวิต วิธีการแก้ไข คือ ให้บุคคลได้มีโอกาสพบความผิดหวังโดยเฉพาะในช่วงแรกของชีวิต ซึ่งเป็นช่วงที่ความผิดหวังที่เกิดขึ้นยังไม่มีผลกระทบต่อชีวิตมากนัก

หัวข้อเรื่อง Preserving the Past : Technologies for Today
โดย Mr.Jeffrey  Trzeciak จาก  McMaster University  กล่าวถึง ความร่วมมือระหว่างห้องสมุดของมหาวิทยาลัย McMaster กับภาคเอกชน และพูดถึงภารกิจของห้องสมุดในยุคปัจจุบันที่มีด้วยกัน 3 ประการ คือ
1. การดำเนินการเพื่อให้ได้รับความสนใจจากผู้บริหาร
2. การดำเนินการให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริหาร และ
3. การรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรสารสนเทศและงบประมาณของห้องสมุด

ทั้งนี้ห้องสมุดของมหาวิทยาลัย McMaster จำเป็นต้องปรับตัวภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี ความต้องการของผู้ใช้บริการ และงบประมาณที่จำกัด โดยผู้บริหารมีนโยบายให้เก็บรักษาและเผยแพร่ Collection เอกสารพิเศษของมหาวิทยาลัยในรูปแบบของสื่อดิจิตอล จึงได้ดำเนินการโดยร่วมมือกับสำนักพิมพ์ 2 แห่งคือ  Gale Cengage และ Adam Matthew Digital  ได้นำจดหมายที่เกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว เอกสารที่เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 1 มาทำเป็นรูปแบบดิจิตอล และมีการพัฒนาระบบในการเข้าถึงข้อมูล ทำการตลาด เปิดให้สาธารณะชนเข้าถึงข้อมูลได้ไม่เกิน 20%  ทำให้มหาวิทยาลัยมีรายได้เพิ่มขึ้น

หัวข้อเรื่อง Data Science : The New Science of  Information ?
โดย Prof. Paul Gandel  จาก Syracuse University ซึ่ง Prof. Paul ได้ทำการศึกษาร่วมกับนักวิจัยและนักศึกษาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ข้อมูล  (Data Science) ซึ่งเป็นศาสตร์สารสนเทศแนวใหม่ เกิดขึ้นจากการมีข้อมูลเป็นจำนวนมากมายมหาศาล ทำให้เกิดความต้องการบุคลากร เพื่อทำหน้าที่ในการดูแลจัดเก็บข้อมูลเหล่านั้นแล้วนำมาจัดทำเป็นสารสนเทศเพื่อให้สามารถนำสารสนเทศเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ได้ จากการศึกษาพบว่าลักษณะงานของบุคลากรในสาขา eScience นั้นเป็นการทำงานกับข้อมูล เช่น การจัดเก็บ การจัดการ การวิเคราะห์ และการนำเสนอข้อมูล ทำงานกับบุคคล เช่น การหาความร่วมมือ การจัดการอบรม การประสานงานกับเจ้าหน้าที่ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารกับบุคคลอื่น การวิเคราะห์ความต้องการ และทำงานกับเทคโนโลยี/อุปกรณ์ต่างๆ เช่น การศึกษา ให้คำแนะนำ และนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาในการใช้เทคโนโลยี ตลอดจนการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ ทั้งนี้คุณสมบัติของผู้ที่ทำงานในสาขานี้ ประกอบด้วย
1. ความรู้ เช่น ความรู้ด้านฐานข้อมูล การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการเขียนโปรแกรม
2. ทักษะ เช่น การบริหารจัดการ การสื่อสาร การเขียนโปรแกรม การใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไป
3. ความสามารถ เช่น การทำงานเป็นทีม การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ การติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น และ
4. การใช้เครื่องมือ เช่น ซอฟต์แวร์ต่างๆ ระบบฐานข้อมูล เว็บไซต์

ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล จะมีบทบาทในการดูแล และเก็บรักษาข้อมูล  ทำการประสานงานระหว่างกลุ่มผู้วิจัยกับกลุ่มผู้ที่ดูแลโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และมีบทบาทที่สามารถปรับเปลี่ยนไปมาได้ระหว่างนักวิทยาศาสตร์ กับนักเทคโนโลยีสารสนเทศ  นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลยังต้องมีความสามารถและทักษะในการสร้างกรอบแนวคิด การจัดการอย่างมีระบบ มีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการใช้เครื่องมือต่างๆ รู้จักการคิดสังเคราะห์ การคิดวิเคราะห์ และมีความรู้เฉพาะทางด้วย

หัวข้อเรื่อง Future Library
วิทยากรโดย Mr. Pote N. Lee, CEO iGroup (Asia Pacific) Limited ได้พูดถึงห้องสมุดในปัจจุบันว่านักศึกษาจะไม่ค่อยมาใช้ห้องสมุด เนื่องจากคิดว่าใช้บทเรียนออนไลน์ได้ และ Resources มีมากมาย ภายใน 3 ปี หนังสือตำราต่างๆ ที่เป็นเล่มจะถูกไปบริการในระบบ Online ดังนั้นห้องสมุด ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้นักศึกษาอยากมาใช้ห้องสมุดกันมากขึ้น แนวทางของที่วิทยากรเสนอ คือ
1. สร้าง Learning Space
2. จัดสถานที่ให้รองรับนักศึกษาที่มาใช้ห้องสมุดเป็นกลุ่มได้ นักศึกษาอาจจะมา Relax
3. Social Network เร็วมาก
4. ต้อง Open Access  มีหนังสือ วารสารมากขึ้น
5. คิดทำให้ข้อมูลที่ห้องสมุดมีอยู่มีประโยชน์ต่อสังคม

ห้องสมุดกับวาระเศรษฐกิจสร้างสรรค์

รายงานสรุปการเข้าร่วมสัมมนาวิชาการ
เรื่อง ห้องสมุดกับวาระเศรษฐกิจสร้างสรรค์
วันที่ 2-3 มิถุนายน 2554 เวลา 08.00 – 16.30 น.
ณ ห้องประชุมปองทิพย์ 1 อาคาร 12 ชั้น 9
อาคารนิเทศศาสตร์คอมเพล็กซ์ฯ
มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตรังสิต

****************

ดร.มัทนา สานติวัตร นายกสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชน เป็นประธานในการเปิดสัมมนา

  • เวลา 09.30 – 10.30  ดร.ทัศนัย วงศ์พิเศษกุล ผู้อำนวยการสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ บรรยายในหัวข้อ “แหล่งเรียนรู้มีชีวิตในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์” ส่วนใหญ่อาจารย์จะพูดถึงเรื่องของอุทยานการเรียนรู้ หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ TK park   ว่าTK park มีวิสัยทัศน์คือ “ร่วมสร้างสรรค์สังคมแห่งการเรียนรู้” และกำหนดวัตถุประสงค์  ที่เน้นการปลูกฝังและส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและการแสวงหาความรู้ในบรรยากาศการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์และทันสมัย  เน้นการแสวงหาการเรียนรู้ตลอดชีวิต ฯลฯ  โดยการจัดจะมุ่งเน้น ความสะดวกในการเข้าถึงและการใช้บริการ  การจัดแบ่งพื้นที่จะจัดตามความสนใจของกลุ่มผู้ใช้บริการ โดยทุกครั้งที่มีการจัดจะทำแบบสอบถามความต้องการของผู้ใช้ก่อนว่าต้องการแบบไหน  จัดพื้นที่ให้บริการที่มีบรรยากาศ ผ่อนคลาย อบอุ่น เป็นกันเอง  การออกแบบพื้นที่เอื้อต่อการใช้บริการสำหรับผู้พิการ ระบบถ่ายเทอากาศดี และมีแสงสว่างเพียงพอ ถนอมสายตา  แนวคิดในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้สำหรับเยาวชน แบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ กิจกรรมส่งเสริมการอ่านการเรียนรู้  กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรม  กิจกรรมส่งเสริมทักษะชีวิต และกิจกรรมส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
  • เวลา 10.45-12.00  พบกับ ผศ.ดร.พิมพ์รำไพ เปรมสมิทย์  ผู้อำนวยการ ศูนย์วิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  “สมรรถนะของบรรณารักษ์ในสังคมเศรษฐกิจสร้างสรรค์” สรุปได้ว่า บรรณารักษ์ ต้องมีความสามารถในการให้บริการเพิ่มคุณค่า โดยการประมวลสารสนเทศสำเร็จรูปเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการ บรรณารักษ์ยุคใหม่ต้องมีบทบาทใหม่ ในยุคการจัดการความรู้ บรรณารักษ์ ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี  รู้จัก แนะนำได้,  เป็นผู้ดูแลความรู้, เป็นบรรณาธิการความรู้นำมาจัดระบบ, เป็นผู้ปฏิบัติงานทำงานกับเครือข่าย, เป็นผู้ออกแบบเว็บไซต์, เป็นผู้เผยแพร่ความรู้ และเป็นนักวิจัยทำวิจัยเป็นฯลฯ  สำหรับทักษะนักวิชาชีพสารสนเทศ จะต้องมีทักษะการสื่อสาร  เข้าใจความต้องการของผู้ใช้ มีความสามารถในการสื่อสารแนวคิดด้านการจัดการความรู้และประโยชน์ มีทักษะการเจรจาต่อรองกับผู้จัดจำหน่าย/ผู้ขาย  มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีทักษะการจัดการ  มีความสามารถทางการคิดเชิงวิเคราะห์และมีทักษะในการปรับตัวทางวัฒนธรรม    “ห้องสมุดเฉพาะกับการพัฒนาชุมชนและสังคมในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์”  โดยคุณสุจิตร สุวภาพ ประธานชมรมห้องสมุดเฉพาะ  จะเน้นในการพัฒนาห้องสมุดชุมชน ให้เป็นสังคมในการเรียนรู้สร้างสรรค์  เพื่อสนับสนุนโครงการสร้างห้องสมุด 3 ดี คือ ห้องสมุดในฝันสำหรับให้บริการและห้องสมุดสำหรับดำเนินกิจกรรมเพื่อสร้างสรรค์สังคมและชุมชนในการเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดชีวิต ยกตัวอย่าง ห้องสมุดมารวย  ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย,  ห้องสมุดมารวย @ ศูนย์การค้าเอสพละนาด,  ห้องสมุดเสริมปัญญา  สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย,  ห้องสมุดชวลิต ธนะชานัน์ สมาคมธรรมศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์, ห้องสมุดวัดไทยลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกาและหัวข้อสุดท้ายของวันนี้  “Information Economy and Social Network” โดย คุณนภดล วีรกิตติ  ผู้อำนวยการฝ่ายสารสนเทศและบริหารพื้นที่ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ  จับประเด็นเด็ดได้ว่า  จะทำอย่างไรถึงจะมีลูกค้ามาใช้ห้องสมุดให้มาก ก็เลยใช้วิธีทำให้เขาเข้าใช้ง่าย และทำให้ชัดเจน ก่อนทำกิจกรรมต้องทำแบบสำรวจความสนใจของผู้เข้าใช้บริเวณรอบ ๆ ชุมชนก่อนว่าต้องการให้ห้องสมุดจัดอะไรให้บ้างและจัดแบบไหน เน้นว่าการให้บริการอะไรก็แล้วแต่ถ้ามั่นใจว่าดีไม่ต้องไปเก็บเงิน ถึงเวลาถ้าเขาพอใจเขาจะจ่ายเอง
  • เช้าวันที่ 3 มิถุนายน 2554 เดินทางมากับสายฝน ฟังหัวข้อ “แบรนด์ห้องสมุดในสังคมเศรษฐกิจสร้างสรรค์” โดย ผศ. เสริมยศ ธรรมรักษ์ หัวหน้าภาควิชาการสื่อสารแบรนด์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ สรุปประเด็นได้ว่า หลักคิดในการสร้างแบรนด์ประกอบด้วย ต้องกล้าเสี่ยง  ทำให้คนข้างในองค์กรเชื่อก่อนที่จะสร้างแบรนด์กับคนภายนอก  มีจุดยืนที่ชัดเจน รักษาคำมั่นสัญญา  สร้างเรื่องราวให้กับแบรนด์  ถ่ายทอดตัวตนของแบรนด์ผ่านจุดสัมผัสแบรนด์ต่าง ๆ แบบ 360 องศา  บุคลากรของห้องสมุดต้องทำตัวเป็น Search Engine  ที่เยี่ยมยอด  เวลาต่อมาเป็นเรื่องของ “PR 2.0 for Library”  วิทยากร อาจารย์ณัฐา ฉางซูโต อาจารย์ภาควิชาการประชาสัมพันธ์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ สรุปประเด็นเด็ดได้ว่า การดำเนินงานประชาสัมพันธ์ โดยเน้นกลยุทธ์และสร้างกระบวนการเชื่อมต่อความสัมพันธ์อย่างมีส่วนร่วมกับกลุ่มประชาชนที่เกี่ยวข้อง เปลี่ยนจาก การกระจายข่าวทางเดียว สู่การสร้างความสัมพันธ์ส่วนร่วม โดยใช้สื่อออนไลน์ (Social network ) เช่น Blog 4PR, Twitter, Facebook และYoutube ในการทำประชาสัมพันธ์ “กิจกรรมสร้างสรรค์กับงานห้องสมุด” อาจารย์วีรพงษ์ พวงเล็ก อาจารย์ภาควิชาการโฆษณา คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ  นำเสนอในเรื่องของเราสามารถสร้างห้องสมุดให้เป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยมองว่าห้องสมุดยุคใหม่ มีดีต้องอวด  โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ และการจัดจะต้องเน้นกิจกรรมในแนวการจัดแปลก..ใหม่…ใหญ่..ดัง อยู่ในความสนใจของสังคม อย่ากลัว และอย่ายึดติด   สุดท้ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้การเป็นห้องสมุดสร้างสรรค์ ดำเนินการโดย ดร. มลิวัลย์ ประดิษฐ์ธีระ ผู้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้มี คุณสุภาพร  สมจิตต์ รักษาการหัวหน้าฝ่ายศูนย์ความรู้ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ, รศ.ดร. น้ำทิพย์ วิภาวิน สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช , ดร.สถาพร สาธุการ  รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาและส่งเสริมการบริการ หอสมุดและคลังความรู้ มหาวิทยาลัยมหิดล  สรุปความได้ว่าจะต้องทำให้ห้องสมุดมีชีวิต โดยเน้นที่การสร้างบรรยากาศ เน้นความสวยงาม ของสถานที่  ทำให้ Collection ต่าง ๆ มีความยั่งยืน และมีความรู้ต่าง ๆ มากมาย สะดวกแก่การค้นหา คลิกปุ๊บได้ปั๊บ    หาวิธีที่ทำให้คนทำงานแล้วสนุก ทำให้คนอยากทำ   ลดขั้นตอนการทำงาน ทำให้เร็ว กระชับ และมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้ใช้เกิดประโยชน์มากที่สุด

หมายเหตุ:- จากการสัมมนาวิชาการ เรื่อง “ห้องสมุดกับวาระเศรษฐกิจสร้างสรรค์” จัดโดยคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบและเครือข่ายห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาเอกชน (อพส.) ร่วมกับสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ระหว่างวันที่ 2-3 มิถุนายน 2554 ณ ห้องประชุมปองทิพย์ 1  ชั้น 9  อาคาร 12  (นิเทศศาสตร์คอมเพล็กซ์ฯ)  มหาวิทยาลัยกรุงเทพ  วิทยาเขตรังสิต ผู้เข้าร่วมสัมมนา นางสาวิตรี  แสงวิริยภาพ

รายงานสรุปโครงการประชุมสัมมนาวิชาการระดับชาติ เรื่อง “Online Information and Education Conference 2010”

รายงานสรุปโครงการประชุมสัมมนาวิชาการระดับชาติ
เรื่อง
“Online Information and Education Conference 2010”
วันที่ 11-12 พฤศจิกายน 2553
ณ ห้องประชุมรักตะกนิษฐ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต

********************************

โดย นางสาวิตรี  แสงวิริยภาพ

รายงานสรุปโครงการประชุมสัมมนาวิชาการระดับชาติ  เรื่อง Online Information & Education Conference 2010 วันที่ 11-12 พฤศจิกายน 2553 ณ ห้องประชุมรักตะกนิษฐ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต  สรุปได้ว่า การปรับปรุง ขบวนการทางวิชาการหรือการทำให้มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีและได้มาตรฐานนั้น จะต้องประกอบไปด้วย การสอนที่เป็นเลิศมีความสามารถในการวิจัย, มีการดำเนินการที่ดีและเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ  ความสามารถในการจัดการทรัพย์สินทางปัญญา และการมีส่วนร่วมในสังคมและห้องสมุดจะเข้ามามีบทบาทในด้านการสนับสนุนการทำวิจัย  อำนวยความสะดวกในการทำวิจัย เพราะจะต้องทำให้ผลงานวิจัยที่ออกมานั้นเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง

พิธีเปิดการประชุมสัมมนาโดย ดร.สุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษามาเป็น ประธานในพิธีเปิด และได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ “Improving the academic process : Impact of research and the role of libraries” สรุปได้ว่า การปรับปรุง ขบวนการทางวิชาการหรือการทำให้มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีและได้มาตรฐานนั้น จะต้องประกอบไปด้วย การสอนที่เป็นเลิศ, มีความสามรถในการวิจัย, มีการดำเนินการที่ดีและเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ  ความสามารถในการจัดการทรัพย์สินทางปัญญา และการมีส่วนร่วมในสังคมและห้องสมุดจะเข้ามามีบทบาทในด้านการสนับสนุนการทำวิจัย  อำนวยความสะดวกในการทำวิจัย เพราะจะต้องทำให้ผลงานวิจัยที่ออกมานั้นเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง

วิทยากร รองศาสตราจารย์ ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต และวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ได้บรรยายเกี่ยวกับ   “Library Pool” โดยพูดถึงโพล กับห้องสมุดสมัยใหม่ว่า โพลมีความสำคัญต่อการบริหารจัดการ ในด้านการวางแผนหรือการกำหนดนโยบาย  ด้านการตัดสินใจ และด้านการดำเนินงาน เพราะโพลเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งที่ห้องสมุดจำเป็นต้องใช้ในยุคข่าวสาร เพราะผู้ใช้บริการห้องสมุดมีพฤติกรรมการใช้ที่เปลี่ยนไปจากเดิม  ข่าวสารที่ได้ต้องนำไปตอบโจทย์หรือปัญหาของห้องสมุดได้ทันที การทำโพลที่ดีต้องทำให้ห้องสมุดเป็นมากกว่าห้องสมุดที่เป็นที่เก็บหนังสือ เพราะโพลที่ได้จะต้องนำข้อมูลมาวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน  ถึงเวลาแล้วที่ห้องสมุดยุคใหม่จะต้องทำโพล เพื่อพัฒนางานห้องสมุด ให้โดนใจผู้ใช้บริการ  ห้องสมุดในฐานะที่เป็นองค์กรระบบเปิดที่มีชีวิต จึงต้องขานรับการเปลี่ยนแปลงและบทบาทของตนเองใหม่เพราะห้องสมุดเป็นหนึ่งในบรรดาองค์กรหลาย ๆ แห่งที่ได้รับผลกระทบสูงสุดทั้งจากสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก

Turnitin and iThenticate : How Undergraduate Education Saved Research วิทยากรโดย John Barrie  สรุปความได้ว่า ในสมัยก่อนการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี มีวิธีการสอน การทำรายงานและการวิจัย   มีการเขียนรายงานหรือค้นคว้ามาได้แล้วนำมารวบรวมเขียนโดยการคัดลอกมาจากต้นฉบับมาเป็นย่อหน้าทั้งย่อหน้าและไม่บอกแหล่งที่มานำเป็นชิ้นงานของตนจึงทำให้เกิดปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์  จึงได้คิด โปรแกรมมาตรวจสอบการดักจับข้อความ หรือป้องกันไม่ให้เกิดการซ้ำซ้อนของการส่งบทความ  รายงาน หรือวิจัย แม้กระทั่งบทความวิชาการที่ตีพิมพ์ในวารสารหลายๆฉบับ โดยการนำมาดัดแปลงนิดหน่อย แต่ยังมาเนื้อหาหรือการเขียนประโยคของเดิมอยู่ก็จะตรวจสอบได้

Re-evaluating the libraries’ role in the academy วิทยากรโดย Peter  E  Sidorko   สรุปได้ว่า การประเมินห้องสมุด ทางด้านวิชาการ ห้องสมุดจะต้อง ปรับสภาพแวดล้อม  บรรยากาศห้องสมุดให้เป็นที่สะดุดตา  มีบรรยากาศ น่าใช้  จัดเตรียมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้ทันสมัย โดยจะต้องคำนึงถึงผู้ใช้บริการ ทั้ง 3 กลุ่ม  มี 1. กลุ่มนักศึกษา ซึ่งปัจจุบันเด็กรุ่นใหม่เป็นเด็กยุคดิจิตัล  การสอนเด็กยุคติจิตัลของครูห้องสมุดจะต้องจัดเตรียมอย่างไร ทั้งบรรยากาศทั้งพื้นที่ของห้องสมุดต้องปรับให้ใช้สอยได้สะดวกสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสู่เด็กรุ่นใหม่   2. กลุ่มคณาจารย์ ทางมหาวิทยาลัยต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้อาจารย์ทำวิจัย ซึ่งในการทำวิจัยก็ต้องสอบถามข้อมูลจากทางห้องสมุด ห้องสมุดจะต้องเตรียมอะไรไว้ให้นักวิจัยบ้าง เช่นจัดเตรียมทุกอย่างให้ใช้ได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก หรือมีวารสารที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ที่สะดวกในการสืบค้น  จัดเตรียม ฐานข้อมูลต่างๆ ไว้เพียงพอหรือหาเครือข่ายมาช่วย  และ 3. กลุ่มผู้บริหาร ส่วนกลุ่มผู้บริหารนั้นต้องการมากกว่าสารสนเทศที่มีอยู่ เขาต้องการให้มหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงเราเป็นห้องสมุดเราจะทำอย่างไร มองอนาคตว่าในอีก 20 ปีข้างหน้าห้องสมุดจะเป็นอย่างไร

The Storytelling วิทยากรโดย Lee Chu Keong  ได้เล่าเรื่อง 5 เรื่อง เรื่องที่ 1 องค์กรเหลือเชื่อ (Organizational myths) เล่าถึงผู้บริหารบริษัท IBM ว่าพนักงานทำงานไม่สำเร็จ ไปหาหัวหน้าเพื่อว่าหัวหน้าจะให้ออก ปรากฏกว่าหัวหน้าให้แก้ตัวใหม่ให้ตั้งใจทำงานเพราะผู้บริหารคำนึงถึงประสิทธิภาพ ชื่อเสียงและเอกลักษณ์ ของบริษัท    เรื่องที่ 2. เรื่องฮีโร่ (Hero stories) เล่าถึงนิทานเรื่อง shahrazad’s Story ที่ William Wilberforce จะต้องต่อสู้ด้วยความอดทน เสียสละ ถึงจะชนะ  เรื่องที่ 3. เรื่องของความล้มเหลว (Failure stories)     เรื่องที่ 4. เรื่องของสงคราม(War stories) ยกตัวอย่างสงครามอ่าวเพิร์ล ฮาร์เบอร์ ญี่ปุ่นทำสงครามชนะเพราะได้รับข่าวสารจากพ่อครัว    และเรื่องที่ 5 พูดถึงเรื่องของอนาคต(Stories of the future) พูดถึงการได้เป็นวิทยากรพูดเรื่องซ้ำๆกันบ่อย ๆ ก็รู้สึกเบื่อ จนในที่สุดถูกรับเชิญให้ไปพูดเรื่องเดิมอีกจึงออกอุบายให้คนขับรถประจำตัวที่รู้ใจของตนขึ้นไปพูดแทน ปรากกว่าพูดได้เหมือนตนเองทุกอย่าง และพอมีคำถามก็บอกว่า เรื่องนี้ง่ายมากผมไม่อยากตอบเองเดี่ยวให้คนขับรถผมตอบดีกว่า…

Information Lust  วิทยากรโดย  Paul Gendel  สรุปได้ว่า  ความต้องการข้อมูลของผู้ใช้ในอนาคตซึ่งมีข้อมูลที่หลากหลาย บรรณารักษ์บริการจะต้องพิจารณากรองข้อมูลให้ผู้ใช้โดยพิจารณาว่าจะบริการอย่างไรที่จะทำให้เกิดความรู้สึกประทับใจและปลอดภัยในการให้ข้อมูล  นอกจากต้องเตรียมข้อมูลให้ผู้ใช้รับทราบข่าวสารที่รวดเร็วแล้วบรรณารักษ์ยังต้องวิเคราะห์ข้อมูลและสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่ดีด้วย

The  Use of Web 2.0 in Education วิทยากรโดย Dr. Lee Chu Keong  สรุปได้ว่าโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วจากเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใหญ่ ๆ อนาคตจะหรือเครื่องเล็กนิดเดียว  เราจะทำอย่างไรให้ชีวิตประจำวันของเราตามโลกทัน

Online Portals in Higher Education : The Pakistan’s Experience โดย Mr. Anwar Amjad กล่าวว่า การจัดการศึกษาในยุคออนไลน์ งานวิจัยจะต้องเป็นเลิศ  เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ มีการเข้าถึงข้อมูลที่รวดเร็ว และมีการพัฒนาหน่วยงานอยู่ตลอดเวลา จะต้องพัฒนาบุคลากรและขับเคลื่อนโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย การบริการแบบ e-service , Online Admissionและ Online Information Portals.

The Academic Ranking วิทยากรโดย John M. Barrie  การจัดลำดับการศึกษาในอนาคต จะมีการตรวจสอบบทความผลงานทางวิชาการ ให้มีมาตรฐานมีการยอมรับจากวงการโดยเฉพาะการเขียนผลงานเผยแพร่จะต้องตีพิมพ์ในวารสารที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก และมีการนำผลงานวิจัยไปใช้จริง  ถ้าเป็นบทความก็ต้องมีการนำไปอ้างอิงต่อ  จึงต้องมีการทำฐานข้อมูลสำหรับตรวจสอบผลงานว่ามีการไปคัดลอกคนอื่นมาหรือเปล่า  และชี้บอกที่มาของแหล่งอ้างอิงอย่างชัดเจน

The Future Trend of Library 2011  และ The  Use of Web 2.0 in Education วิทยากรโดย Dr. Lee Chu Keong  ได้พูดถึงแนวทางการพัฒนาห้องสมุดในอนาคตว่าจะมีการเชื่อโยงข้อมูลในลักษณะ Social Network   เข้าค้นข้อมูลครั้งเดียวได้ข้อมูลทุกที่ทั่วโลก

หมายเหตุ  : จากการประชุมสัมมนาวิชาการระดับนานาชาติ เรื่อง “Online Information and Education  Conference 2010” จัดโดย สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต บริษัท บุ๊คโปรโมชั่น แอนด์ เซอร์วิส จำกัด และบรัท บุ๊คเน็ท จำกัด ในวันที่ 11 -12 พฤศจิกายน 2553 ณ ห้องประชุมรักตะกนิษฐ  มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต มีผู้เข้าร่วมประชุม ดังนี้  อาจารย์สุวคนธ์  ศิริวงศ์วรวัฒน์ นางไพจิตร  เกิดอยู่ นางสาวิตรี  แสงวิริยภาพ นางสาวขนิษฐา  ภมรพิพิธ  นางสุภาพร  วิมุกตานนท์ และนางสาวสุภี  วิหคไพบูลย์

การสัมมนา เรื่อง “สารสนเทศภูมิปัญญาท้องถิ่น: วิถีแห่งชนนนทบุรี”

“สารสนเทศภูมิปัญญาท้องถิ่น: วิถีแห่งชนนนทบุรี”

นางสาวสุพดี  บรรจงแต้ม ผู้สรุปสาระสำคัญ

สำนักบรรณสารสนเทศ  มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  จัดการสัมมนาเรื่อง “สารสนเทศภูมิปัญญาท้องถิ่น: วิถีแห่งชนนนทบุรี” ซึ่งเป็นโครงการบริการวิชาการแก่สังคมด้านนนทบุรีศึกษา โดยมีการรวบรวมข้อมูลท้องถิ่นนนทบุรี และจัดทำเป็นหนังสือชุดนนทบุรีศึกษา มี ๘ เล่ม  ห้องสมุดดิจิทัล และนิทรรศการเผยแพร่ความรู้
วิทยากร คือ
ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร  ศรีสอ้าน  นายกสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
รองศาสตราจารย์ ดร.สมพร  พุทธาพิทักษ์ผล  ผู้อำนวยการสำนักบรรณสารสนเทศ  มสธ.
คุณลุงสมพงษ์  สกุลดิฐ์  เจ้าของสวนทุเรียนนนท์ บางกรวย คนดีศรีแผ่นดิน
คุณลุงชานิน  เฟื่องภักดี  ผู้บุกเบิกการคมนาคมขนส่งทางบก นนทบุรีฝั่งตะวันตก

ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร  ศรีสอ้าน ได้แสดงปาฐกถาพิเศษเรื่อง  “บทบาทของ มสธ. กับนนทบุรีศึกษาเพื่อท้องถิ่น” โดยพูดถึง ๔ เรื่อง คือ

เรื่องแรกพูดถึงภารกิจหลักของมหาวิทยาลัย ๔ ด้าน ได้แก่ การสอน การวิจัย การบริการทางวิชาการ และการทะนุบำรุงศิลปะวัฒนธรรม

เรื่องที่สอง คือ “นนทบุรีศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่น” ซึ่งเป็นอาณาบริเวณศึกษา (Area Study) โดยใช้จังหวัดนนทบุรีเป็นอาณาบริเวณ เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภูมิปัญญาไทย ผลจากการศึกษาวิจัยได้มีการสร้างองค์ความรู้ท้องถิ่นในรูปของฐานข้อมูลทางวิชาการ และหนังสือชุดนนทบุรีศึกษา ๘ เล่ม  ได้แก่ เครื่องปั้นดินเผานนทบุรี ภูมินามอำเภอปากเกร็ด ท้องถิ่นปากเกร็ด วัดในอำเภอปากเกร็ด ภูมินามอำเภอไทรน้อย วัดในอำเภอไทรน้อย ภาพเก่าเล่าเรื่องบางบัวทอง วัดในอำเภอบางบัวทอง

เรื่องที่สาม พูดถึงนนทบุรีศึกษากับการพัฒนาอุทยานการศึกษารัชมังคลาภิเษกของ มสธ. โดยวางแผนว่าในอุทยานควรจะมีเรื่องเกี่ยวกับ
- นิทรรศการสะท้อนวิถีชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่นนนทบุรี
- การแสดงศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่นนนทบุรีผ่านอเนกนิทัศน์และวิทยทัศน์
- การแสดงไม้ดอกและไม้ประดับ
- การแสดงไม้ผล : ทุเรียนนนท์ มี ๕ ตระกูล คือ ตระกูลทองย้อย กบ ก้านยาว กำปั่น และตระกูลลวง

เรื่องที่สี่ พูดถึงคำขวัญประจำจังหวัดนนทบุรี คือ พระตำหนักสง่างาม ลือนามสวนสมเด็จ เกาะเกร็ดแหล่งดินเผา วัดเก่านามระบือ เลื่องลือทุเรียนนท์ งามน่าผลศูนย์ราชการ และวิทยากรท่านขอเพิ่มด้วย “สดชื่นบานไม้ประดับ”

รองศาสตราจารย์ ดร.สมพร  พุทธาพิทักษ์ผล บรรยายเรื่อง “สำนักบรรณสารสนเทศ  มสธ. กับนนทบุรีศึกษา” โดยพูดถึงวัตถุประสงค์ของโครงการสารสนเทศภูมิปัญญาท้องถิ่น: วิถีแห่งชนนนทบุรี และการดำเนินงานของสำนักบรรณสารสนเทศในด้านภูมิปัญญานนทบุรี ตั้งแต่การสืบเสาะหาแหล่งความรู้จากเรื่องบอกเล่า บันทึกเก่า ความทรงจำ วัตถุ และเอกสารต่างๆ ทั้งที่เป็นแหล่งบุคคล สถานที่สำคัญทางศาสนา แหล่งวัฒนธรรม วิถีแห่งการดำรงชีวิต อาชีพ ฯลฯ จนเกิดผลผลิตแห่งนนทบุรีศึกษาเป็นสื่อเผยแพร่ และกิจกรรมการเผยแพร่ในรูปของหนังสือรวมเรื่องราว นิทรรศการ ห้องสมุดดิจิทัล และการสัมมนาทางวิชาการ

นางวรนุช  สุนทรวินิต รองผู้อำนวยการสำนักบรรณสารสนเทศ  มสธ. เป็นผู้ร่วมการเสวนาประสาคนนนท์กับปราชญ์ชาวบ้าน ในหัวข้อ “วิถีนนท์ วิถีชน คุณค่าภูมิปัญญานนทบุรี” โดยมีปราชญ์ชาวบ้านสองท่าน คือ  คุณลุงสมพงษ์  สกุลดิษฐ์  เจ้าของสวนทุเรียนนนท์ บางกรวย คนดีศรีแผ่นดิน และคุณลุงชานิน  เฟื่องภักดี  ผู้บุกเบิกการคมนาคมขนส่งทางบก นนทบุรีฝั่งตะวันตก

คุณลุงชานิน  เฟื่องภักดี เป็นลูกหลานของบรรพบุรุษชาวเมืองนนท์ ที่บุกเบิกเส้นทางการเดินรถในจังหวัดนนทบุรี เริ่มต้นจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ มีผู้คนในกรุงเทพฯ อพยพมาอยู่บางบัวทองกันมาก และในช่วงต้น พ.ศ. ๒๕๐๐ จังหวัดนนทบุรีเริ่มตัดถนนสายบางกรวย-ไทรน้อย ซึ่งเป็นถนนสายเดียวของนนทบุรีฝั่งตะวันตก ยาวประมาณ ๓๙ กิโลเมตร สภาพถนนเป็นดินลูกรัง จึงริเริ่มงานเดินรถโดยสารสาธารณะบนถนนสายบางกรวย-ไทรน้อย เปิดเส้นทาง ๓ สาย คือ ท่าน้ำนนทบุรี-บางกรวย ท่าน้ำนนทบุรี-บางใหญ่ และท่าน้ำนนทบุรี-บางบัวทอง และได้พัฒนาเป็นบริษัทสหบางบัวทองขนส่งจำกัด พร้อมทั้งได้เปิดเส้นทางการเดินรถหลายเส้นทางในเวลาต่อมา  นอกจากนี้คุณลุงชานินยังเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกและรองประธานสภาเทศบาลเมืองบางบัวทอง เป็นผู้มีบทบาทเกื้อหนุนสังคมในท้องถิ่นอำเภอบางบัวทองมากมาย นายแสวง  ศรีมาเสริม ผู้ว่าราชการจังหวัดในสมัยนั้น แต่งตั้งให้เป็นกรรมการพิเศษผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัดในการดูแลถนนสายบางกรวย-ไทรน้อย ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เบญจมาภรณ์ช้างเผือกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๓

จ.ส.อ. สมพงษ์  สกุลดิษฐ์ เกษตรกรเจ้าของสวนทุเรียนตั้งอยู่ตำบลบางขุนกอง อำเภอบางกรวย  เดิมรับราชการทหารและลาออกเมื่อปี ๒๕๐๖ เพื่อทำสวนทุเรียนซึ่งเริ่มต้นจากประสบการณ์ที่สั่งสมมาตั้งแต่เด็กเนื่องจากเป็นอาชีพของทางบ้าน โดยซื้อที่ดินในอำเภอบางกรวย  จังหวัดนนทบุรี ปัจจุบันได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานชมรมอนุรักษ์ทุเรียนนนท์อำเภอบางกรวย และได้รับการคัดเลือกจากจังหวัดนนทบุรี ให้เป็นกรรมการการจัดประกวดทุเรียนนนท์ และเป็นวิทยากรให้คำแนะนำแก่ชาวสวน และหน่วยงานราชการหลายแห่ง ได้รับรางวัลคนดีนำทางแทนคุณแผ่นดิน ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จัตุรถาภรณ์ช้างเผือกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๖

แหล่งอ้างอิง : เอกสาร “ประวัติย่อวิทยากร ในการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง สารสนเทศภูมิปัญญาท้องถิ่น: วิถีแห่งชนนนทบุรี วันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๓ สำนักบรรณสารสนเทศ  มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช”

หมายเหตุ : สาระสำคัญจากการเข้าร่วมสัมมนาเรื่อง “สารสนเทศภูมิปัญญาท้องถิ่น: วิถีแห่งชนนนทบุรี” จัดโดย สำนักบรรณสารสนเทศ  มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๓  ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช นนทบุรี ผู้เข้าร่วมสัมมนา ได้แก่ อาจารย์สุวคนธ์  ศิริวงศ์วรวัฒน์  นางไพจิตร  เกิดอยู่  นางสาวสุพดี  บรรจงแต้ม นางรุ่งนภา  พื้นงาม นางสาวิตรี  แสงวิริยภาพ และนางทิพยถนอม  นนทนาคร

บทบาทของห้องสมุด : ในมุมมองของผู้รับบริการด้านการเรียนการสอนและการวิจัย

           บทบาทของห้องสมุด : ในมุมมองของผู้รับบริการด้านการเรียนการสอนและการวิจัย  มีมุมมองในแง่มุมต่างๆ ดังนี้  ศาสตราจารย์ นพ. ชัยรัตน์  ฉายากุล  รองคณบดีฝ่ายการศึกษาหลังปริญญา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล  มีมุมมองแรกในเรื่อง “ความเหมาะสมของรูปแบบการให้บริการ”  การจัดการให้บริการในรูปแบบสากลของห้องสมุดอาจจะไม่เหมาะสมกับความต้องการของผู้ใช้  บรรณารักษ์ต้องดูความเหมาะสมความต้องการที่แท้จริงของผู้ใช้บริการ ไม่จำเป็นต้องยึดรูปแบบตามทฤษฎีเสมอไป เช่น การปรับเปลี่ยน Collection  ที่หลากหลายรูปแบบออกไป  นอกเหนือจากการจัดหมวดหมู่ในรูปแบบสากล เช่น จัดมุมหนังสือดี 100 เล่ม  จัดมุมหนังสือด้านกำลังใจ  หรือจัดมุมหนังสือภาษาจีน เป็นต้น  เพื่อสร้างบรรยากาศ ความสนใจให้กับผู้ใช้บริการมากขึ้น  ในมุมมองวิทยากรท่านนี้เปรียบห้องสมุดให้เหมือนกับนาฬิกาที่เป็นเข็ม  และนาฬิกาใช้เป็นดิจิตอล คือ นาฬิกาดิจิตอลที่นิยมกันมากในช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว  แต่ในระยะต่อมาก็ยังนิยมการใช้นาฬิกาที่เป็นเข็ม เพราะอาจจะมีความเที่ยงตรง ถูกต้อง และแม่นยำกว่า  และเข้าถึงได้ง่ายกว่า

          มุมมองของวิทยากรท่านที่สอง คือ นางเพ็ญแข  ประจงใจ  บรรณารักษ์ (ชำนาญการ) สำนักหอ สมุดกลาง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ  ในเรื่อง “การแข่งขันทางด้านข้อมูลที่มีความรวดเร็ว”  ปัจจุบัน Internet เข้ามามีบทบาทกับผู้ใช้บริการมากขึ้น ทำให้การสืบค้นข้อมูลต่างๆ ไม่จำเป็นต้องใช้ห้องสมุด  จะเห็นได้ว่า Website ต่างเป็นคู่แข่งของห้องสมุด ไม่ว่าเป็น Google.com,  Amezon.com, Yahoo.com  เป็นต้น  จึงจำเป็นที่ห้องสมุดต้องปรับเปลี่ยนการให้บริการที่รวดเร็วและทันสมัย  มีความรู้ทางด้านเทคโนโลยีที่จัดเก็บข้อมูล  จัดการความรู้ให้แก่ผู้ใช้  มีการโต้ตอบระหว่างผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการได้อย่างรวดเร็วขึ้น  ปรับเปลี่ยนการให้บริการเป็น Library 2.0

          สำหรับมุมมองของวิทยากรท่านที่สาม คือ รศ. ดร.ฉัตรเฉลิม  อิศรางกูร ณ อยุธยา  รองคณบดีฝ่ายบริหารนโยบายและพัฒนาระบบ  คณะเทคนิคการแพทย์  มหาวิทยาลัยมหิดล ในเรื่อง “ปรับเปลี่ยนบทบาทให้เข้ากับวิถีชีวิตของนักศึกษา และการเรียนการสอน”  ในปัจจุบันมีรูปแบบการเรียนการสอนแบบ e-learning  ไม่เฉพาะแต่การสืบค้นข้อมูล  แต่เปลี่ยนเป็นการใช้ข้อมูลจากเทคโนโลยีภายในห้องสมุดอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งบางมหาวิทยาลัยเปิดห้องสมุดให้ผู้ใช้บริการ ตลอด 24 ชั่วโมง  ในช่วงเวลาสอบ หรือการจัดโซนอินเทอร์เน็ตโดยเฉพาะ 

          และมุมมองของนักศึกษาบัณฑิตศึกษา  สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย  มหาวิทยาลัยมหิดลคือ นางสาววนิดา  เจียมรัมย์  มีมุมมองในการใช้พื้นที่ในห้องสมุดของนักศึกษามีมากขึ้น จัดพื้นที่บางส่วนให้มีรูปแบบนอกเหนือจากที่นั่งอ่าน เป็นการใช้พื้นที่ของห้องสมุดได้ทุกอิริยาบถได้  และนักศึกษาต้องมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม   ส่วนมุมมองสุดท้ายของนายชำนาญ  ยานะ ในเรื่อง “ห้องสมุดต้องสร้างเครือข่ายให้กับชุมชน”  การสร้างชุมชนใกล้เคียงให้เป็นแหล่งเรียนรู้ เป็นรูปแบบหนึ่งของการประชาสัมพันธ์สถาบัน หรือหน่วยงานให้มีความเข้มแข็งได้จากชุมชน  คือเป็นบริการสังคมเพื่อให้สังคมใกล้เคียงมีความเข้มแข็งทางด้านความรู้วิชาการมากขึ้น เช่น โครงการจัดมุมความรู้ของสถาบัน  เป็นต้น
   

หมายเหตุ :  สรุปจากการสัมมนาความร่วมมือทางวิชาการระหว่างหอสมุดและคลังความรู้ มหาวิทยาลัย มหิดล และศูนย์บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ  (หัวข้อ : บทบาทของห้องสมุด : ในมุมมองของผู้รับบริการด้านการเรียนการสอนและการวิจัย)  วันอังคารที่ 4 สิงหาคม 2552  ณ ห้องโถง ชั้น 1  อาคารหอสมุดและคลังความรู้  มหาวิทยาลัยมหิดล  ศาลายา จังหวัดนครปฐม  ผู้ร่วมสัมมนา: อาจารย์สุวคนธ์  ศิริวงศ์วรวัฒน์  และนางไพจิตร  เกิดอยู่

ก้าวสู่ปีที่ 31 บนเส้นทางวิทยบริการ

          การบรรยายเกี่ยวกับวิวัฒนาการสถาบันวิทยบริการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2526 โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ขนิษฐ  ตัณฑวิรัตน์  ผู้อำนวยการสถาบันวิทยบริการ ในขณะนั้นได้นำโปรแกรม Mini-micro CDS/ISIS มาใช้ในการสร้างฐานข้อมูลรายการบรรณานุกรมของหนังสือ เป็นก้าวแรกที่นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ โดยคำนึงถึงหลักการพัฒนาที่สำคัญต้องมีความต่อเนื่อง  หากขาดความต่อเนื่องจะทำให้งานที่กำลังดำเนินไปได้ด้วยดีหยุดชะงักลง  ต่อมาผู้บริหารท่านอื่นได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างขุมทรัพย์ทางปัญญาที่เพียบพร้อมด้วยทรัพยากรสารสนเทศทุกประเภทที่มีมาตรฐานสามารถให้บริการสนองความต้องการด้านการเรียน การสอน การวิจัย และความใฝ่รู้ของประชาคมและสังคม ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางความรู้โดยบุกเบิก แสวงหา สรรสร้าง และเผยแพร่องค์ความรู้เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาคมจุฬาฯ และสังคม  โดยมีหลักการพัฒนาองค์กร ดังนี้
          1.  การพัฒนาความรู้ความสามารถ
          2.  การพัฒนาระบบกายภาพ และรักษาความปลอดภัย
          3.  ระบบบริหารงานบุคคลอิเล็กทรอนิกส์
          4.  การบริหารทรัพยากรบุคคล 

           และวิทยากรอีกท่าน คือ พระมหาวุฒิชัย  วชิรเมธี ได้บรรยาย เรื่อง “ธรรมะบันดาล : บริการเป็นสุข”  กล่าวถึง  การให้บริการที่ดีต้องสร้างคุณสมบัติให้ตัวเองอย่างพรั่งพร้อม คำนึงถึงคนทุกคนมีศักดิ์ศรีของความเป็นคน จงเห็นความสำคัญของผู้ใช้บริการ ให้บริการมนุษย์ด้วยหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ ดังนี้
          1.  แสวงหาคุณสมบัติพร้อมที่จะให้บริการ
          2.  มีจิตสำนึกด้วยการให้บริการมีความเสมอภาคกับผู้ใช้บริการทุกคน
          3.  ต้องอ่อนหวานให้บริการประทับใจ เป็นนักบริการด้วยมืออาชีพ มีสายตาแห่งความเป็นมิตร  โดยยึดหลัก  ทักก่อน  วาจาอ่อนหวาน  ให้บริการด้วยหัวใจ
          ทักก่อน   หมายถึง การต้อนรับขับสู้ ยิ้มไหว้ด้วยใจ อ่อนน้อมถ่อมตน อ่อนโยนและอ่อนหวาน       
          วาจาอ่อนหวาน  หมายถึง หลีกเลี่ยงวาจาที่ไม่สุภาพ  คิดทุกคำที่จะพูด  พูดจาภาษาดอกไม้  น้ำขุ่นอยู่ข้างใน  น้ำใสอยู่ข้างนอก 
          ให้บริการด้วยหัวใจ  หมายถึง เห็นความสำคัญของผู้อื่น ใช้จิตวิทยาปฏิสัมพันธ์เพื่อให้เกิดความประทับใจ

          โดยมีหลักธรรมสำหรับผู้ให้บริการ ดังนี้
          1.  เอื้ออารี  (เป็นผู้ให้)
          2.  วจีไพเราะ  (มีศิลปะในการพูด)
          3.  สงเคราะห์ประชาชน
          4.  วางตนสม่ำเสมอ

          นอกจากนั้นพระมหาวุฒิชัย  วชิรเมธี ยังให้ปรัชญาในการให้บริการไว้ว่า  “งานของเราคือการทำให้เขามีความสุข”

แหล่งอ้างอิง :
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  สถาบันวิทยบริการ (2551).  ก้าวสู่ปีที่ 31 บนเส้นทาง
          วิทยบริการ.  
กรุงเทพมหานคร : สถาบันวิทยบริการ  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.


หมายเหตุ :
 จากการประชุมวิชาการเนื่องในโอกาสครบรอบปีที่ 30 แห่งการสถาปนาสถาบันวิทยบริการ  เรื่อง “ก้าวสู่ปีที่ 31 บนเส้นทางวิทยบริการ” วันที่ 24-25 พฤศจิกายน 2551 ณ ห้องประชุม ชั้น 7 สถาบันวิทยบริการ  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย    ผู้เข้าร่วมประชุม : อาจารย์สุวคนธ์  ศิริวงศ์วรวัฒน์ และนางจันทร์ฉาย  วีระชาติ

นวัตกรรมทางห้องสมุดสำหรับการบริการจัดการห้องสมุด

          ในการสัมมนาและประชุมกลุ่มผู้ใช้ระบบห้องสมุดอัตโนมัติ VTLS (ประเทศไทย) ประจำปี 2551  เรื่อง “นวัตกรรมทางห้องสมุดสำหรับการบริหารจัดการงานห้องสมุด”  ได้กล่าวถึง ห้องสมุดในอนาคตจะปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการข้อมูล โดยสืบค้นข้อมูลจากแหล่งข้อมูลเดียว ก็จะมีข้อมูลจากหลายแหล่ง  ปรากฏข้อมูลให้ใช้ได้อย่างรวดเร็ว  นั้นคือการสืบค้นข้อมูลจากระบบ Multiple  นอกจากนั้นอนาคตจะมี e-book ที่สามารถอ่านได้หลายๆ  ภาษาในเล่มเดียวกัน หรือการจัดเก็บหนังสือ Rare book จะมีเครื่องจัดเก็บที่ทันสมัยสามารถเปิดกระดาษจากตัวเล่มและทำการ Scan ได้เอง  ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้จะเป็นนวัตกรรมที่บรรณารักษ์จะใช้ในการจัดการข้อมูลเพื่อให้บริการในห้องสมุดต่อไปในอนาค

          นิทรรศการวัสดุอุปกรณ์การจัดการห้องสมุดสมัยใหม่ 


เครื่องยืม-คืนหนังสือด้วยตนเอง  


เครื่องกันขโมยที่ใช้กับ 2 ระบบ คือแถบแม่เหล็กของ 3M และ RFID ได้ด้วย    


เครื่องยืมหนังสือเฉพาะเล่มที่มีผู้ใช้บริการมาก ๆ

 

หมายเหตุ :  จากการสัมมนาและประชุมกลุ่มผู้ใช้ระบบห้องสมุดอัตโนมัติ VTLS (ประเทศไทย) ประจำปี 2551  เรื่อง “นวัตกรรมทางห้องสมุดสำหรับการบริการจัดการห้องสมุด”  จัดโดยกลุ่มผู้ใช้ระบบห้องสมุดอัตโนมัติ VTLS (ประเทศไทย)  ร่วมกับบริษัทบุ๊คโปรโมชั่น แอนด์ เซอร์วิส จำกัด และสำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต  ระหว่างวันที่ 13 – 14 พฤศจิกายน 2551 ณ  ห้องประชุม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต  ผู้เข้าร่วมประชุม : อาจารย์สุวคนธ์  ศิริวงศ์วรวัฒน์  นางไพจิตร  เกิดอยู่  และนายพรเทพ  ยอแสงรัตน์

Lib 2.0 แนวคิดใหม่ของงานห้องสมุด

          ในการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “Lib 2.0 แนวคิดใหม่ของงานห้องสมุด” วิทยากรท่านแรก คือ คุณราม  ป้อมทอง ผู้บริหารทีมธนาคารแห่งประเทศไทย  ได้บรรยายเรื่อง “Why World 2.0”  โดยสรุปผู้บรรยายได้กล่าวถึงโลกสังคมออนไลน์ เป็นแนวคิดใหม่ในการนำมาใช้งานห้องสมุด ผู้ใช้ข้อมูลในปัจจุบันนิยมใช้ข้อมูลที่มีทั้งรูปภาพ เสียง ตัวอักษร ชอบเรียนรู้ด้วยตนเอง ค้นจาก Internet แทนการรื้อหนังสือบนชั้น  ความต้องการของผู้ใช้บริการมีหลายอย่าง เช่น ช่วยเพื่อนโดยค้นคว้าแล้วส่งข้อมูลโดยไม่ต้องถ่ายเอกสาร การสืบค้นข้อมูลในห้องสมุดมีข้อจำกัดมากกว่าการรับข้อมูลข่าวสารทาง Internet  โดยใช้ Website จึงนำไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการให้บริการโดยใช้ Web 2.0 สู่ Lib 2.0  โดยนำข้อมูลการใช้ Web ต่างๆ มาประยุกต์ใช้ได้ ดังนี้
                    1. การเตือนก่อนครบกำหนดส่ง
                    2. งานวิจัย
                    3. Reference Guide การตอบคำถามทาง Web และการใช้ e-mail จากฐานข้อมูลให้เป็นประโยชน์
                    4. การสืบค้นข้อมูลโดย Search Google กับการค้นหัวเรื่องในห้องสมุด
                    5. Library Wiki สร้างฐานความรู้ Wiki โดยผู้ใช้บริการสามารถเข้ามาเพิ่มเติมแก้ไข 
                    6. Collaboration เตรียมสิ่งที่เป็นข้อมูลเป็นแหล่งความรู้นำข้อมูลที่ผู้ใช้ค้นคว้ามาเป็นฐานข้อมูล

           Web 2.0 เป็น Web เทคโนโลยีใช้กับหน่วยงานทางด้านวิทยาศาสตร์ เช่น MIT, STKS, MICHIGAN, ห้องสมุดสตางค์  มงคลสุข  มหาวิทยาลัยมหิดล  และแนะนำ Web ที่ควรใช้  Google Book, iGoogle และ Google Docs

           วิทยากรท่านที่สอง คือ อาจารย์บุญเลิศ  อรุณพิบูลย์ นักวิชาการ  ศูนย์บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี บรรยาย เรื่อง “Getting to know Web 2.0”  ได้กล่าวถึง การพัฒนา Web ควรให้ความสำคัญกับ Content มากที่สุด และให้ผู้ใช้สามารถเข้าใช้ใน Web ได้ การใช้ Web 2.0 เน้นความสำคัญกับผู้ใช้มากขึ้น  ข้อมูลเคลื่อนไหวตลอดเวลา พฤติกรรมของคนเขียนปรับปรุงข้อมูลได้  ข้อมูลสามารถปรับเปลี่ยนและแลกเปลี่ยนได้ ก่อนการใช้ web 2.0   ควรมีการประชุมกลุ่มที่จะใช้ Web เพื่อให้ใช้มาตรฐาน ภาษาเดียวกัน ช่วยกันเขียนเป็นกลุ่ม และให้ผู้ใช้เข้ามาแชร์การใช้งานโดยเน้นข้อมูลข่าวสาร

                    รูปแบบการใช้งาน
                    1. ใช้งานในฐานะผู้ใช้ร่วม
                    2. ใช้งานในฐานะผู้ร่วมรักษา
                    3. ใช้งานในฐานะผู้ร่วมพัฒนา
                    4. ใช้งานในฐานะผู้พัฒนา

          10 วิธีเริ่มต้นกับ  Web 2.0
          1.  การสร้างสรรค์แบ่งปันความรู้ด้วย Wikipedia สารานุกรมเสรี http://wikidot.com, http://stks.or.th/wiki  นำมาประยุกต์การเขียนรายงานการประชุมได้
          2.  งานเขียนส่วนตัว หรือบันทึกส่วนตัว เว็บไซต์เสนอผลงานด้วย Blog เน้นเรื่องการสื่อสาร การประชาสัมพันธ์ รู้คำที่รณรงค์ใช้ในกลุ่ม โดยสมัครเป็นสมาชิก http://blog.com, http://stks.or.th/blog
          3.  บันทึกเว็บไซต์โปรดด้วย Social bookmarking และ Tagging / Folksonomics จุดเน้นใส่คำค้นได้เอง เมื่อพบ Web ที่มีประโยชน์
          4.  อ่านข่าวออนไลน์ทุกวัน ได้ด้วย RSS Feeds, News Reader
          5.  แบ่งปันกันดูภาพด้วย Flickr  http://flickr.com/
          6.  แบ่งปันสไลด์ด้วย Slideshare    http://www.slideshare.net
          7.  แบ่งปัน video ด้วย  Youtube.com
          8.  เอกสารสำนักงานออนไลน์ด้วย Google Docs
          9.  พัฒนาเว็บไซต์ด้วย Dynamic Content Management System Joomla และ Drupal
          10.  Internet Telephony / VOIP (SKYPE, MSN, ICQ)

แหล่งข้อมูล :
                      http://www.stks.or.th
                      http://www.stks.or.th/elearning    
                      http://www.cmsmatrix.org
                      Stks@nstda.or.th

          สำหรับเรื่อง “Web 2.0 and Lib 2.0” วิทยากรโดย  นางสาวสุภาพร  ชัยธัมมะปกรณ์ นักวิชาการศูนย์บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้กล่าวถึง Library 2.0 เป็นการให้บริการที่หลากหลายมีลูกเล่นมากขึ้น ผู้ใช้บริการมีส่วนร่วม เช่น อาจจะเสนอคำของเขาที่ต้องการ  บรรณารักษ์จะต้องปรับเปลี่ยนคำค้นที่สื่อกับผู้ใช้มากขึ้น เป็นรูปแบบของสังคมประเภทหนึ่งที่ออนไลน์อยู่บนอินเทอร์เน็ต มีการแบ่งปันและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นสามารถนำขบวนการไปจัดทำเป็น KM ได้ โดยการบริหารห้องสมุดใช้กับเทคโนโลยี Web 2.0 เช่น Wikis as intranets ที่ใช้อยู่มีห้องสมุดมารวย และห้องสมุด ดร. ป๋วย อึ้งภากรณ์

          Library Websites ควรพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ ศึกษาการพัฒนาจาก web ทาง Internet โดยนำข้อมูลที่มีประโยชน์ตรงกับการบริหารงานในหน่วยงานมาประยุกต์ใช้ เช่น www.stks.or.th/blog/ และ www.skype a Librarian

          บรรณารักษ์  web 2.0  and  Lib 2.0
          1. บรรณารักษ์เป็นผู้รู้เกี่ยวกับองค์ความรู้ โครงสร้าง และความสัมพันธ์กับองค์ความรู้โดยรวม คำสำคัญที่ใช้เป็นคำสามัญ
          2. บรรณารักษ์ใช้ระบบ web 2.0
          3. ท่องเว็บออกสู่สังคมออนไลน์
          4. ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การให้บริการโดยเน้นผู้ใช้มีส่วนร่วม
          5. สร้างทีมสนับสนุนทางเทคนิค

          และวิทยากรท่านสุดท้าย คือ คุณเลอชาติ  ธรรมธีรเสถียร  นักสารสนเทศ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ  ได้บรรยาย เรื่อง “Reality Library 2.0”  กล่าวถึง web 2.0  เป็นการพัฒนา web โดยจะเน้นในเรื่องของการใช้งาน การทำงานร่วมกันระหว่าง web ต่างๆ การมีส่วนร่วมของชุมชนผู้ใช้ โดยใช้ AJAX เป็นเครื่องมือในการพัฒนาที่สามารถเอามาใช้พัฒนา web 2.0 ให้ง่าย สะดวก รวดเร็วขึ้น การนำแนวคิดเทคโนโลยี  web 2.0 มาใช้ในห้องสมุด เพื่อเข้าถึงผู้ใช้มากขึ้น สร้างชุมชนผู้ใช้ให้เป็นรูปธรรมและสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้  การตัดสินใจแรงจูงใจในการนำ web 2.0 มาใช้ ได้แก่ ลักษณะหน่วยงาน ลักษณะการให้บริการและลักษณะผู้ใช้  พัฒนาโดยเปลี่ยนแปลงห้องสมุดให้มี OPAC ในรูปแบบน่าสนใจตรงตามความต้องการของผู้ใช้ เป็นสื่อกลางในการกระจายข้อมูลข่าวสารต่างๆ อย่างเป็นระบบ  มีกลไกในการทำให้เกิดการแชร์ข้อมูลของผู้ใช้ มีส่วนที่ทำให้ผู้ใช้ใช้งานเว็บได้สะดวกขึ้น แต่มีส่วนที่เป็นส่วนตัว และไม่ทิ้งส่วนสำคัญของภาระกิจการเป็นเว็บไซต์ห้องสมุด เช่น การค้นหาหนังสือ เป็นต้น

แหล่งข้อมูล :
                      www.tcdc.or.th ,  
                      http://tcdc.hi5.Grop ,
                      http://Library.tcdc.or.th ,
                      http://Twitter.com
                      www.Newscenter.com

 

หมายเหตุ : จากการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “Lib 2.0 แนวคิดใหม่ของงานห้องสมุด” ในวันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม  2551 ณ ห้องประชุมป๋วย อึ้งภากรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย โดย ศูนย์ประสานงานสารนิเทศ สาขาเศรษฐศาสตร์ ในระบบสารนิเทศทางวิชาการแห่งชาติ  ผู้ร่วมฟังการสัมมนา ได้แก่ อาจารย์สุวคนธ์  ศิริวงศ์วรวัฒน์ และนางจันทร์ฉาย    วีระชาติ

สืบค้นข้อมูล
คลังเก็บ
หมวดหมู่
หัวข้อที่มีการอ่านมากสุด
2 CUL 3G Balanced Scorecard Boston Library Consortium California Digital Library Georgia Pines Hong Kong Central Library Hong Kong University of Science and Technology Library ISSN Lib 2.0 Lynn Scott Cochrane Nong Ping OhioLINK Pao Yue Kong Library The Hong Kong Polytechnic University Library University of Hong Kong Library WALAI AutoLib Web 2.0 กรุงเทพมหานคร การบริหารจัดการห้องสมุด การฝึกอบรม การพัฒนาสารสนเทศศาสตร์ การวัดผลงานเชิงดุลยภาพ การวิจัยสารสนเทศศาสตร์ การศึกษาสารสนเทศศาสตร์ การสื่อสาร การส่งเสริมการอ่าน จดหมายเหตุ จดหมายเหตุมหาวิทยาลัย จินดามณี นวัตกรรมห้องสมุด บุคลิกภาพ ระบบห้องสมุดโอเพนซอร์ส ศึกษาดูงานห้องสมุดฮ่องกง ศูนย์ความรู้ด้านการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันวิทยบริการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สารเมลามีน หมู่บ้านวัฒนธรรมนองปิง หอจดหมายเหตุ ห้องสมุดกับการวิจัย ห้องสมุดกับการศึกษา ห้องสมุดในฮ่องกง เครือข่ายความร่วมมือของห้องสมุด เทคโนโลยีการสื่อสาร เลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร
จดหมายข่าว
บล็อกอื่นๆ
ผู้ดูแลระบบ