Archive for the ‘ความร่วมมือระหว่างห้องสมุด’ Category

โครงการมุมสื่อความรู้ มธบ. ปีการศึกษา 2555

โดย นางสาวสุพดี  บรรจงแต้ม
หัวหน้าแผนกบริการหนังสือ

          โครงการมุมสื่อความรู้ มธบ. ปีการศึกษา 2555  จัดโดย แผนกบริการหนังสือ ศูนย์สนเทศและหอสมุด มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

สรุปการฝึกอบรมประสบการณ์วิชาชีพด้านหอจดหมายเหตุ ณ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

สรุปการฝึกอบรมประสบการณ์วิชาชีพด้านหอจดหมายเหตุ
ณ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ 
วันที่ 2 กรกฎาคม -29 สิงหาคม 2555

                                                                                                                                                                 นายรมย์ ธนูเทพ  
นายชัยวุฒิ บุตตัสสะ

ฝึกอบรมด้านการบริหารเอกสาร (2-3 ก.ค.2555) 

การพิจารณาบัญชีเอกสารขอทำลาย 

          หน่วยงานราชการส่งบัญชีขอทำลายเอกสารมาให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติพิจารณาก่อน หอจดหมายเหตุแห่งชาติเห็นว่าเรื่องใดมีคุณค่าก็จะขอสงวนเก็บเอกสารไว้ ส่วนเอกสารที่ไม่มีคุณค่าก็จะให้หน่วยงานทำลาย การส่งมอบเอกสารจะมีบัญชีในการส่งมอบเอกสาร สำหรับเซ็นรับและตอบกลับ และเมื่อได้รับเอกสารที่ขอสงวนแล้วจะมีขั้นตอนในการดำเนินการดังนี้ Read the rest of this entry »

การประชุมสภาบรรณารักษ์แห่งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 15

การประชุมสภาบรรณารักษ์
แห่งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 15 
(15th Congress of Southeast Asian Librarians – CONSAL XV)
28 – 31 พฤษภาคม 2555
เกาะบาหลี  ประเทศอินโดนีเซีย

อาจารย์สุวคนธ์  ศิริวงศ์วรวัฒน์
ผู้อำนวยการศูนย์สนเทศและหอสมุด
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
 

 

ความเป็นมาของ CONSAL 

การก่อตั้ง :  พ.ศ.2513 (1970) โดยความคิดริเริ่มของสมาคมห้องสมุดของประเทศสิงคโปร์และประเทศมาเลเซีย เพื่อเป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และโดยเฉพาะเพื่อรองรับการก่อตั้งสมาคมประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน  (Association of Southeast Asian Nations – ASEAN) ในขณะนั้น 

การบริหาร :  โดยประเทศสมาชิกเดิมมี 7 ประเทศ คือ กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ต่อมาเพิ่มประเทศ เมียนมาร์ ลาว และบรูไนดารุสซาลาม เป็น 10 ประเทศ  ผู้แทนจาก 10 ประเทศๆ ละ 3 คน (คือ นายกสมาคมห้องสมุด  ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติ และกรรมการบริหารของสมาคมห้องสมุดอีก 1 คน) รวม 30 คน เป็น Executive Board บริหาร  CONSAL 

เลขาธิการ :  Executive Board มีมติให้มีเลขาธิการในปี พ.ศ.2543 (2000) ของ CONSAL     ประเทศสิงคโปร์ โดย Mr. R. Ramma Chanran  ผู้อำนวยการ (Secretariat)    หอสมุดแห่งชาติประเทศสิงค์โปร์ เป็นเลขาธิการของ CONSAL คนแรก และมีวาระครั้งละ 3 ปี 

การประชุม :  มีการประชุมทุก 3 ปี และแต่ละประเทศผลัดกันเป็นเจ้าภาพ ดังนี้
               
ครั้งที่ 1  สิงคโปร์  2513 (1970)  14 – 16  สิงหาคม
               ครั้งที่ 2  ฟิลิปปินส์  2516 (1973)  10 – 14  ธันวาคม
               ครั้งที่ 3  อินโดนีเซีย  2518 (1975)    1 – 5  ธันวาคม
               ครั้งที่ 4  ไทย  2521 (1978)    5 – 9  มิถุนายน
               ครั้งที่ 5  มาเลเซีย  2524 (1981)  25 – 29  พฤษภาคม
               ครั้งที่ 6  สิงคโปร์  2526 (1983)   31 พฤษภาคม – 3  มิถุนายน
               ครั้งที่ 7  ฟิลิปปินส์  2530 (1987)   12 – 21  กุมภาพันธ์
              
ครั้งที่ 8  อินโดนีเซีย  2533 (1990)  11 – 14  มิถุนายน
               ครั้งที่ 9  ไทย  2536 (1993)    2 – 7  พฤษภาคม
               ครั้งที่ 10  มาเลเซีย  2539 (1996)  21 – 25  พฤษภาคม
               ครั้งที่ 11  สิงค์โปร์  2543 (2000)  26 – 28  เมษายน
               ครั้งที่ 12  บรูไนดารุสซารัม  2546 (2003)  20 – 23  ตุลาคม
               ครั้งที่ 13  ฟิลิปปินส์  2549 (2006)  25 – 30  มีนาคม
               ครั้งที่ 14  เวียดนาม  2552 (2009)  21 – 22  เมษายน
               ครั้งที่ 15  อินโดนีเซีย  2555 (2012)  28 – 31  พฤษภาคม
               ครั้งที่ 16  ไทย  2558 (2015)  26 – 29  พฤษภาคม 

การเงิน  :  CONSAL ได้รับเงินสนับสนุนการดำเนินงานจากองค์การระหว่างประเทศ หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ในภูมิภาคนี้และภายนอกภูมิภาค เช่น UNESCO, IFLA, The Commonwealth Foundation หอสมุดแห่งชาติออสเตรเลีย เป็นต้น 

การประชุม CONSAL ครั้งที่ 15  “National Heritage : Preservation and Dissemination” 

วัตถุประสงค์  : 
         1. เสริมสร้างความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างบรรณารักษ์ใน
ประเทศภูมิภาคนี้
         2. เรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์
         3. พัฒนาโครงการความร่วมมือระหว่างห้องสมุด
         4. ปรับปรุงการให้บริการ
         5. แนะนำความก้าวหน้าใหม่ๆ
         6
. ส่งเสริม สนับสนุน ให้บรรณารักษ์ ผู้บริหารห้องสมุด นักวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ได้ใช้ความรู้ ความสามารถ เพื่อช่วยพัฒนางานห้องสมุด     

ผู้เข้าร่วมประชุม :  ประมาณ 700 คน ลงทะเบียนล่วงหน้า 500 คน ลงทะเบียนหน้างาน 200 คน บรรณารักษ์จากประเทศไทย จำนวน 37 คน (ลงทะเบียน) และอีก 24 คน (ไม่ลงทะเบียน) 

หัวข้อการประชุม :

         1. หอสมุดแห่งชาติในฐานะศูนย์กลางมรดกทางสติปัญญาของชาติ
         2.  การอนุรักษ์และสงวนรักษาทรัพยากรสารสนเทศ
         3.  กฎหมาย/พระราชบัญญัติการพิมพ์ (Legal Deposit Act)
         4.  การเรียนการสอนบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ 
         5.  การใช้ทรัพยากรร่วมกัน การสร้างเครือข่าย 
         6.  การบริหารห้องสมุดดิจิทัล 
         7.  บทบาทสมาคมห้องสมุดในการบริหารประเทศ 
         8.  ห้องสมุดชุมชนกับการรู้สารสนเทศของชุมชน 
         9.  บทบาทของห้องสมุดต่อการส่งเสริมการอ่าน 
        10. บทบาทของ Corporate Social Responsibility (CSR) ในการพัฒนาห้องสมุด 

พิธีการรับมอบธง  :  ในการประชุมสภาบรรณารักษ์เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ทุกครั้ง ประเทศเจ้าภาพจะมีพิธีส่งต่อธงให้กับประเทศที่จะเป็นเจ้าภาพวาระต่อไป ในครั้งนี้ก็เช่นกันมีพิธีส่งต่อธงและรับมอบธงระหว่างประเทศอินโดนีเซียกับประเทศไทย พร้อมกับมอบเงินขวัญถุงจำนวน 1,000 USD ให้เป็นต้นทุนในการจัดการประชุมครั้งที่ 16 ต่อไป

 

หัวข้อการประชุม ครั้งที่ 16 :  ASEAN Knowledge : Library for Sustainable Advancement     

(คลิกที่นี่เพื่อดูเนื้อหาฉบับเต็ม)

หมายเหตุ :  จากการประชุมสภาบรรณารักษ์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 15 (15th Congress of Southeast Asian Libraries – CONSAL XV) ที่เกาะบาหลี  ประเทศอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ 27 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน 2555  มีผู้เข้าร่วมประชุม ดังนี้  อาจารย์สุวคนธ์  ศิริวงศ์วรวัฒน์

โครงการพัฒนาบุคลากรงานบริการห้องสมุดและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างห้องสมุด

โดย
ประนมกรต์  บุญพอ
สุภาพ  ซ่อนกลิ่น

 

          สรุปการเข้าร่วมฟังการบรรยายโครงการพัฒนาบุคลากรงานบริการห้องสมุดและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างห้องสมุด 
         1. เรื่อง การเรียนรู้ของบุคลากรห้องสมุด
         2. เรื่อง กลยุทธ์การสื่อสารกับงานห้องสมุด
         3. เรื่อง บุคลิกภาพกับการให้บริการห้องสมุด
 

         วันที่ 1-2 พฤษภาคม 2555 เวลา 08.30-16.30 น. ณ ห้องประชุม ดร.สมศักดิ์ – และคุณหญิงปัทมา  ลีสวัสดิตระกูล  ชั้น 2 อาคารสยามบรมราชกุมารี  สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์  ผู้เข้าร่วมฟังการบรรยาย คือ นายประนมกรต์  บุญพอ บรรณารักษ์แผนกบริการสิ่งพิมพ์ต่อเนื่อง  และนางสาวสุภาพ  ซ่อนกลิ่น บรรณารักษ์แผนกสื่อโสตทัศน์  

ดูเอกสารฉบับเต็มได้ที่นี่  Personal Development2may2012
 

Online Information & Education Conference 2012

Online Information & Education Conference 2012

โดย สุพดี  บรรจงแต้ม

วันที่ 22-23 มีนาคม  2555 มีการสัมมนาวิชาการระดับนานาชาติ Online information & Education Conference 2012 ณ  ห้องประชุมรักตะกนิษฐ  มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตกับ บริษัท บุ๊คโปรโมชั่น แอนด์ เซอร์วิส จำกัด และบริษัท บุ๊คเน็ทจำกัด โดยมี รศ.นพ. กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เป็นประธานในการสัมมนาวิชาการระดับนานาชาติในครั้งนี้ และมีการนำเสนอหลักการแนวคิด และประสบการณ์การจัดการความรู้กับการประยุกต์ใช้ในงานห้องสมุด โดยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการห้องสมุดดิจิตอลจากประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆ สรุปความดังนี้

หัวข้อเรื่อง The Undergrad and the Digital Library: New Challenges,  New Service Models
วิทยากรโดย Mr. Peter Sidorko จาก The University of Hong Kong กล่าวถึงการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาใน The University of Hong Kong ว่า ทรัพยากรสารสนเทศมีมากมาย อยู่ในรูปแบบที่แตกต่างกัน เป็น open access บ้าง มีอยู่ใน social media บ้าง ผู้ใช้สามารถเข้าไปใช้ได้ทุกที่ ทุกเวลา มีการใช้ Mobile Web กันมากขึ้น ซึ่งมีความเร็วกว่าการใช้ web บนเครื่องคอมพิวเตอร์ มีการศึกษาเมื่อเดือนธันวาคม 2553 พบว่า มีผู้ใช้ Mobile Web ในประเทศอียิปต์ มากถึงร้อยละ 70 ในขณะที่ในประเทศไทยมีเพียงร้อยละ 32 ในแง่ของห้องสมุดต้องสร้างการเรียนรู้ผ่านสารสนเทศดิจิตอล ห้องสมุด The University of Hong Kong มีการใช้งบประมาณในการจัดหาสื่ออิเล็กทรอนิกส์มากกว่าสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น มีการซื้อ print serials ลดลงร้อยละ 42 และซื้อ eSerials ร้อยละ 281  ทั้งนี้เนื่องจากนักศึกษาอยู่ในยุคดิจิตอลซึ่งมีอินเทอร์เน็ตเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มีการติดต่อสื่อสารกันตลอดเวลา และมีการเรียนรู้ผ่านสารสนเทศดิจิตอล ทำให้กิจกรรมการใช้ห้องสมุดของนักศึกษาในหลายด้านลดลง ได้แก่ การใช้หนังสืออ้างอิงในการทำวิจัย การใช้บทความจากวารสาร การใช้ฐานข้อมูลออนไลน์ การยืมตัวเล่มหนังสือ การใช้เวลาว่างเพื่อการอ่านหนังสือ ในขณะเดียวกันนักศึกษาส่วนใหญ่จะค้นสารสนเทศโดยใช้ Search engine  มากถึงร้อยละ 83

หัวข้อเรื่อง Ruminations on Education
วิทยากรโดย Dr. Lee Chu Keong จาก Nanyang Technological  University กล่าวถึง การศึกษาในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งผู้ปกครองยอมจ่ายเงินเป็นจำนวนมากเพื่อให้บุตรหลานที่เรียนในโรงเรียนของรัฐได้เรียนพิเศษ วิทยากรมีความเห็นว่าถึงแม้นักเรียนในประเทศสิงคโปร์จะได้รับคะแนนสอบวิชาคณิตศาสตร์ (TIMMS) สูงเป็นอันดับ 2 จาก 50 ประเทศทั่วโลกในปีค.ศ. 2007 แต่สาเหตุที่นักเรียนสามารถทำโจทย์คณิตศาสตร์ได้เกิดจากการฝึกฝนให้ทำข้อสอบรูปแบบเดิมซํ้าแล้วซํ้าอีก จึงเกิดข้อสงสัยว่า นักเรียนในปัจจุบันได้รับการอบรมสั่งสอน (Teaching) หรือเป็นเพียงการฝึกฝน (Training) ซํ้าไปซํ้ามาเท่านั้น ความรู้ที่นักเรียนได้รับยังเน้นไปที่ความรู้เชิงวิชาการมากกว่าความรู้เชิงปฏิบัติการ  เมื่อวิเคราะห์ตัวชี้วัดสมรรถนะหลัก (KPI) ของอาจารย์ผู้สอนพบว่า ผู้สอนจะใช้ผลการเรียนของนักเรียนเป็นตัวชี้วัดหลักเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงผู้เรียนจำเป็นต้องเรียนรู้สิ่งอื่นๆ อีกมากมาย เช่น มารยาทที่ดี การแสดงความเคารพผู้อาวุโส ความรับผิดชอบ การเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม การไม่ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเสพติด การให้ความระมัดระวังในการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว และเชาว์ปัญญา เป็นต้น แต่กลับไม่มี KPI สำหรับสิ่งเหล่านี้เลย   วิทยากรได้กล่าวถึง ลักษณะจิต  5 ประการ (จากหนังสือเรื่อง Five Minds For the Future ของ  Howard Gardner) ของบุคคลที่จะประสบความสำเร็จ ได้แก่
1. จิตแห่งวิทยาการ
2. จิตแห่งการสังเคราะห์
3. จิตแห่งการสร้างสรรค์
4. จิตแห่งความเคารพ และ
5. จิตแห่งคุณธรรม
ซึ่ง Dr.Lee กล่าวเน้นถึง จิตแห่งวิทยาการ ซึ่งหมายถึงการมีความรู้อย่างลึกซึ้งในวิทยาการใดเป็นพิเศษ ซึ่งต้องใช้เวลาในการบ่มเพาะความรู้ในสาขานั้นอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานถึง 10 ปี จึงจะเป็นผู้เชี่ยวชาญได้ และโรงเรียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องสมุดมีเวลาในการสร้างจิตแห่งวิทยาการให้กับนักเรียนน้อยมากเนื่องจากเวลาส่วนใหญ่ของนักเรียนหมดไปกับการแสวงหาความรู้ทางวิชาการ  บรรณารักษ์เองควรสร้างให้ตนเองเกิดจิตแห่งวิทยาการ โดยพยายามคิดหาคำตอบว่า ศาสตร์ที่เป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะของเราคืออะไร องค์ความรู้และกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งความเชี่ยวชาญนั้นมีอะไรบ้าง  เราได้ฝึกฝนตนเองเพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญในศาสตร์นั้นๆ หรือยัง  เราได้ฝึกฝนทักษะนั้นอย่างสมํ่าเสมอหรือไม่ และเรายังคงเดินตามรอยเท้าของผู้อื่นอยู่หรือไม่  นอกจากนี้ Dr.Lee ได้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับจิตที่จำเป็นในอนาคต ซึ่ง Gardner ไม่ได้กล่าวถึง ได้แก่

1. จิตแห่งการเงิน (Financial Mind) เช่น ข้อมูลในปีค.ศ. 2009 พบว่า ครึ่งหนึ่งของบุคคลที่ล้มละลายมีสาเหตุมาจาก การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมากเกินไป แสดงว่าบุคคลเหล่านี้มีปัญหาทางด้านการควบคุมการใช้จ่าย และใช้จ่ายเกินความจำเป็น วิธีการแก้ไข คือ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง

2. จิตแห่งการตีความ และมีสติรู้เท่าทัน (Read – between-the-lines Mind) เช่น อีเมลล์หลอกลวงว่าผู้รับจะได้รับเงินจำนวนมาก ซึ่งมีผู้หลงเชื่อ เนื่องจากไม่มีสติเท่าทัน และขาดทักษะในการตีความและวิเคราะห์ข้อมูล

3. จิตแห่งไหวพริบและการเอาตัวรอด (Streetsmart Mind) เช่น ศัลยแพทย์ถูกหลอกลวงให้ซื้อสารเคมีที่ช่วยล้างหมึกสีดำจากธนบัตรจริงได้ แสดงว่าถึงแม้จะมีการศึกษาสูง ก็ยังตกเป็นเหยื่อ เพราะการศึกษาเน้นที่การฝึกฝน มากกว่า การสั่งสอนให้ผู้เรียนเกิดไหวพริบและทักษะในการเอาตัวรอด

4. จิตแห่งการยอมรับความผิดพลาด (Failure-is-part-of-life Mind) เช่น นักวิชาการของบริษัทชื่อดังตัดสินใจฆ่าตัวตาย เนื่องจากผิดหวังในความรัก ปัญหาเกิดจาก บุคคลนั้นไม่เคยเผชิญความผิดหวังในชีวิต วิธีการแก้ไข คือ ให้บุคคลได้มีโอกาสพบความผิดหวังโดยเฉพาะในช่วงแรกของชีวิต ซึ่งเป็นช่วงที่ความผิดหวังที่เกิดขึ้นยังไม่มีผลกระทบต่อชีวิตมากนัก

หัวข้อเรื่อง Preserving the Past : Technologies for Today
โดย Mr.Jeffrey  Trzeciak จาก  McMaster University  กล่าวถึง ความร่วมมือระหว่างห้องสมุดของมหาวิทยาลัย McMaster กับภาคเอกชน และพูดถึงภารกิจของห้องสมุดในยุคปัจจุบันที่มีด้วยกัน 3 ประการ คือ
1. การดำเนินการเพื่อให้ได้รับความสนใจจากผู้บริหาร
2. การดำเนินการให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริหาร และ
3. การรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรสารสนเทศและงบประมาณของห้องสมุด

ทั้งนี้ห้องสมุดของมหาวิทยาลัย McMaster จำเป็นต้องปรับตัวภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี ความต้องการของผู้ใช้บริการ และงบประมาณที่จำกัด โดยผู้บริหารมีนโยบายให้เก็บรักษาและเผยแพร่ Collection เอกสารพิเศษของมหาวิทยาลัยในรูปแบบของสื่อดิจิตอล จึงได้ดำเนินการโดยร่วมมือกับสำนักพิมพ์ 2 แห่งคือ  Gale Cengage และ Adam Matthew Digital  ได้นำจดหมายที่เกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว เอกสารที่เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 1 มาทำเป็นรูปแบบดิจิตอล และมีการพัฒนาระบบในการเข้าถึงข้อมูล ทำการตลาด เปิดให้สาธารณะชนเข้าถึงข้อมูลได้ไม่เกิน 20%  ทำให้มหาวิทยาลัยมีรายได้เพิ่มขึ้น

หัวข้อเรื่อง Data Science : The New Science of  Information ?
โดย Prof. Paul Gandel  จาก Syracuse University ซึ่ง Prof. Paul ได้ทำการศึกษาร่วมกับนักวิจัยและนักศึกษาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ข้อมูล  (Data Science) ซึ่งเป็นศาสตร์สารสนเทศแนวใหม่ เกิดขึ้นจากการมีข้อมูลเป็นจำนวนมากมายมหาศาล ทำให้เกิดความต้องการบุคลากร เพื่อทำหน้าที่ในการดูแลจัดเก็บข้อมูลเหล่านั้นแล้วนำมาจัดทำเป็นสารสนเทศเพื่อให้สามารถนำสารสนเทศเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ได้ จากการศึกษาพบว่าลักษณะงานของบุคลากรในสาขา eScience นั้นเป็นการทำงานกับข้อมูล เช่น การจัดเก็บ การจัดการ การวิเคราะห์ และการนำเสนอข้อมูล ทำงานกับบุคคล เช่น การหาความร่วมมือ การจัดการอบรม การประสานงานกับเจ้าหน้าที่ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารกับบุคคลอื่น การวิเคราะห์ความต้องการ และทำงานกับเทคโนโลยี/อุปกรณ์ต่างๆ เช่น การศึกษา ให้คำแนะนำ และนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาในการใช้เทคโนโลยี ตลอดจนการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ ทั้งนี้คุณสมบัติของผู้ที่ทำงานในสาขานี้ ประกอบด้วย
1. ความรู้ เช่น ความรู้ด้านฐานข้อมูล การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการเขียนโปรแกรม
2. ทักษะ เช่น การบริหารจัดการ การสื่อสาร การเขียนโปรแกรม การใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไป
3. ความสามารถ เช่น การทำงานเป็นทีม การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ การติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น และ
4. การใช้เครื่องมือ เช่น ซอฟต์แวร์ต่างๆ ระบบฐานข้อมูล เว็บไซต์

ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล จะมีบทบาทในการดูแล และเก็บรักษาข้อมูล  ทำการประสานงานระหว่างกลุ่มผู้วิจัยกับกลุ่มผู้ที่ดูแลโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และมีบทบาทที่สามารถปรับเปลี่ยนไปมาได้ระหว่างนักวิทยาศาสตร์ กับนักเทคโนโลยีสารสนเทศ  นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลยังต้องมีความสามารถและทักษะในการสร้างกรอบแนวคิด การจัดการอย่างมีระบบ มีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการใช้เครื่องมือต่างๆ รู้จักการคิดสังเคราะห์ การคิดวิเคราะห์ และมีความรู้เฉพาะทางด้วย

หัวข้อเรื่อง Future Library
วิทยากรโดย Mr. Pote N. Lee, CEO iGroup (Asia Pacific) Limited ได้พูดถึงห้องสมุดในปัจจุบันว่านักศึกษาจะไม่ค่อยมาใช้ห้องสมุด เนื่องจากคิดว่าใช้บทเรียนออนไลน์ได้ และ Resources มีมากมาย ภายใน 3 ปี หนังสือตำราต่างๆ ที่เป็นเล่มจะถูกไปบริการในระบบ Online ดังนั้นห้องสมุด ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้นักศึกษาอยากมาใช้ห้องสมุดกันมากขึ้น แนวทางของที่วิทยากรเสนอ คือ
1. สร้าง Learning Space
2. จัดสถานที่ให้รองรับนักศึกษาที่มาใช้ห้องสมุดเป็นกลุ่มได้ นักศึกษาอาจจะมา Relax
3. Social Network เร็วมาก
4. ต้อง Open Access  มีหนังสือ วารสารมากขึ้น
5. คิดทำให้ข้อมูลที่ห้องสมุดมีอยู่มีประโยชน์ต่อสังคม

การใช้ Online Database ในมุมมองของภาคเอกชน และแนวทางการบอกรับในลักษณะของ National Site License

1.  การใช้ Online Database ในมุมมองของภาคเอกชน

1.1  การร่วมกันบอกรับฐานข้อมูลออนไลน์ในรูปของภาคีหรือ Consortium เช่น การบอกรับฐานข้อมูลออนไลน์ Synergy
1.2  การช่วยเหลือกันในรูปของ Inter-Library Loan
1.3  การให้ความรู้เกี่ยวกับฐานข้อมูลออนไลน์แก่กันและกัน ในเครือข่ายความร่วมมือของห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาเอกชน

2.  แนวทางการบอกรับในลักษณะของ National Site License

2.1  การบอกรับฐานข้อมูลออนไลน์ในลักษณะของ National Site License มีประโยชน์ต่อการพัฒนากำลังคนของประเทศมาก  เพราะผู้ใช้บริการฐานข้อมูลออนไลน์ในสถาบันการศึกษาต่างๆ มีโอกาสเข้าถึงฐานข้อมูลทั่วถึงและเท่าเทียมกัน  การบอกรับฐานข้อมูล อาจคัดเลือกเฉพาะฐานข้อมูลที่สำคัญและเหมาะสมสำหรับคนส่วนใหญ่
2.2  สำหรับการบอกรับฐานข้อมูลออนไลน์ในลักษณะของสัญญาอนุญาตระดับชาติ (National Site License)  นั้น ในประเทศไทยยังไม่มี  ที่มีอยู่เป็นการบอกรับฐานข้อมูลออนไลน์เฉพาะบางฐานข้อมูลและเฉพาะกลุ่มห้องสมุดยังไม่ได้เป็นระดับประเทศ
2.3  ตัวอย่างการบอกรับฐานข้อมูลในลักษณะสัญญาอนุญาตระดับชาติ  (National Site License) ของประเทศเกาหลี คือ Korea Electronic Site License Initiative หรือ KESLI

Korea Electronic Site License Initiative (KESLI)

1.  ความเป็นมาและวัตถุประสงค์
เพื่อสงวนรักษาวารสารอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์ในเกาหลี ให้สามารถใช้ข้อมูลจากวารสารได้ในระยะยาวนาน  ดังนั้น The National Digital Science Library จึงได้ก่อตั้ง KESLI ขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมาย 2 ประการ คือ
1)  ช่วยในการเข้าถึงเนื้อหาวิชาการในวารสาร โดยป้องกันไม่ให้มีขึดจำกัดในการเข้าถึงเนื้อหาของข้อมูลวิชาการเหล่านั้น โดยเฉพาะวารสารที่มีลิขสิทธิ์
2)  สงวนรักษาข้อมูลเนื้อหาในรูปดิจิทัลของวารสารอิเล็กทรอนิกส์ให้อยู่ได้ระยะยาวนาน

2.  การเริ่มดำเนินงาน
2.1  The National Digital Science Library (NDSL) ได้ก่อตั้ง KESLI ขึ้นในปี ค.ศ. 1999
2.2  ตุลาคม 1999 ประชุม KESLI โดยมีบรรณารักษ์จากห้องสมุดต่างๆ และตัวแทนจาก
สำนักพิมพ์ต่างๆ
2.3  พฤศจิกายน 1999 Korea Advanced Institute of Science and Technology (KAIST) ได้มอบให้ บริษัท Swets เป็นตัวแทน เพื่อดำเนินการเจรจาเรื่องลิขสิทธิ์กับสำนักพิมพ์ต่างๆ
2.4  ธันวาคม 1999  ระบบ KESLI  ประกาศลงนามสัญญากับ American Chemical Society, Blackwell Science และ Kluwer Academic และด้วยความช่วยเหลือของ Swets  มีการลงนามสัญญากับบริษัท Elsevier Science ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ที่มีวารสารวิชาการมากที่สุด
2.5  เปิดให้บริการ วันที่ 16 พฤษภาคม 2001

3.  การบริหารจัดการ

4.  เกณฑ์การคัดเลือกสำนักพิมพ์ กำหนดโดย NDAC (National Database Archieve Center)
4.1  ราคา
4.2  ค่าบำรุงรักษา
4.3  การใช้วารสาร
4.4  คุณภาพของวารสาร (SCI Impact factor)
4.5  จำนวนวารสาร  (ที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์นั้นๆ)

5.  กลุ่มความร่วมมือย่อยตามสำนักพิมพ์ (Sub-consortia by publishers)
KESLI สร้าง sub-consortia กับสำนักพิมพ์ต่างๆ และให้สมาชิกห้องสมุดต่างๆ สมัครเป็นสมาชิกของกลุ่มย่อยตามความต้องการของสถาบันนั้นๆ เช่น
KESLI – Blackwell sub-consortia
KESLI – Springer sub-consortia
KESLI – American Chemical Society sub-consortia
KESLI – Kluwer Academic sub-consortia
KESLI – Elsevier Science sub-consortia
จำนวนกลุ่มย่อยเพิ่มขึ้นมาก จาก 6 แห่ง (หรือ 6 สำนักพิมพ์) ในปี ค.ศ. 2000  เป็น 89 sub-consortia ในปี ค.ศ. 2006

6.  รูปแบบของราคา (Pricing Models)
6.1  กลุ่ม A : การกำหนดราคาของวารสารอิเล็กทรอนิกส์ตามจำนวนนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนเต็มเวลา (FTE)
6.2  กลุ่ม B : ราคาเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับจำนวนของห้องสมุดที่ร่วมกันจัดซื้อ
6.3  กลุ่ม C : ราคาเป็นยอดรวม (lum sum) ขึ้นอยู่กับรูปแบบของความร่วมมือ
6.4  กลุ่ม D : ราคาเดียวตลอดไม่ว่าจะเป็น A, B, หรือ C หรืออื่นๆ  เรียกว่า Flat fee

7.  รูปแบบของระบบ KESLI

8.  ระบบบริการ (Service features)
ระบบบริการที่ใช้เป็นระบบที่มีรูปแบบ one-stop comprehensive gateway solution โดยมี features ต่างๆ ดังนี้
8.1  เป็น web-based ทั้งหมด ระบบไม่ซับซ้อน ใช้ง่าย การบำรุงรักษาทำง่าย
8.2  เป็น one-stop gateway ให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลฉบับเต็ม (full text)
8.3  การดำเนินงานทุกอย่างใช้ระบบอัตโนมัติ พยายามให้ใช้ระบบ Manual น้อยที่สุด
8.4  เป็นผลงานชิ้นแรกของกลุ่มงานระบบสารสนเทศทางบรรณานุกรมของเกาหลี ที่มีการแก้ปัญหาอิเล็กทรอนิกส์เชิงพาณิชย์ (e-commerce solution)
8.5  ระบบบริการอนุญาตให้ผู้ใช้ซื้อบทความอิเล็กทรอนิกส์หรือบทความฉบับพิมพ์ทางอินเทอร์เน็ต และระบบจะรักษาการปฏิบัติงานอย่างคงที่ โดยมีอุปกรณ์กลาง (middleware) ซึ่งทำให้การปฏิบัติงานคงที่สม่ำเสมอไม่ว่าจะมีผู้เข้าใช้ระบบมากแค่ไหน

ที่มา:    “E-journals in Korea: The electronic site licence initiative,”
by K. S. Chae, J. S. Park, and
H. N. Choi, 2006, The Electronic
Library, 24
(3), pp. 322-334.  สืบค้นจาก www.
emeraldinsight.com
/0264-0473.htm

9.  ฐานข้อมูล e-Gate
ส่วนสำคัญหลักของระบบบริการ คือ e-Gate database ซึ่งรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นที่จำเป็นสำหรับระบบ one-stop gateway comprehensive services ที่จะนำผู้ใช้ไปยังข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญ ซึ่งในฐานข้อมูล e-Gate จะมีข้อมูลดังนี้ (จากการสำรวจข้อมูล 30 มิถุนายน 2005)
9.1 รายการบรรณานุกรมของบทความ                                 28,773,340
9.2 รายการบรรณานุกรมของวารสาร                                       217,974
9.3 licence data ต่อวารสารอิเล็กทรอนิกส์แต่ละชื่อเรื่อง          14,420,882
9.4 ข้อมูล เล่มที่/ฉบับที่ ของวารสาร                                   4,821,577
9.5 ข้อมูลของสมาชิก KESLI                                         14,915,278
จาก 360 members; เช่น e-full text links:             14,177,236
ของวารสารอิเล็กทรอนิกส์                                             26,365
9.6 เนื้อหาใน e-Gate database มีดังนี้
1) วิทยาศาสตร์ประยุกต์                                                   41 %
2) สังคมศาสตร์                                                            28 %
3) ธรรมชาติวิทยา                                                          17 %
4) มนุษยศาสตร์                                                            14 %

10. ห้องสมุดที่ร่วมโครงการ (Participating Libraries)
จากปี ค.ศ. 1999 มีห้องสมุดอุดมศึกษา ห้องสมุดวิจัย ห้องสมุดแพทย์ ห้องสมุดประชาชน ฯลฯ  จำนวน 70 แห่ง เข้าร่วมโครงการ
ถึงปี ค.ศ. 2010 (มีนาคม) มีห้องสมุดร่วมในโครงการ ดังนี้
ห้องสมุดอุดมศึกษา                 174   แห่ง
ห้องสมุดวิจัย                          67   แห่ง
ห้องสมุดบริษัท                        56   แห่ง
ห้องสมุดแพทย์                        31   แห่ง
ห้องสมุดประชาชน                   27 แห่ง
รวม 355 แห่ง

11.  ผู้ใช้บริการ
จากการเก็บข้อมูลเดือนมิถุนายน 2005  ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา
11.1 ปริญญาเอก                                 13 %    (9,138  คน)
11.2 ปริญญาโท                                  28 %    (19,514  คน)
11.3 ปริญญาตรี                                  21 %    (14,449  คน)
11.4 นักวิจัย                                      17 %    (11,399  คน)
11.5 ศาสตราจารย์                               13 %    (9,092  คน)
11.6 บรรณารักษ์                                   2 %    (1,324  คน)
11.7 อื่นๆ                                           6 %    (3,897  คน)

12.  สถิติการใช้
สถิติจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2005  ผู้ใช้ดาวโหลดข้อมูลบทความผ่านระบบ 491,454 บทความ  และการดาวโหลดเพิ่มขึ้นอย่างคงที่ประมาณ 20 % ต่อเดือน

13.  แผนในอนาคตของ KESLI
KESLI มีความสำคัญต่อชุมชนนักวิชาการของเกาหลีมาก เพราะสามารถเข้าถึงบทความวิชาการอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกได้ โดยผ่าน National Site License แต่อย่างไรก็ตาม consortium KESLI e-journal อาจจะไม่ได้ต่ออายุการเป็นสมาชิกก็ได้ โอกาสที่จะได้ใช้บทความดังกล่าวก็อาจจะไม่ได้ใช้ เพราะ KESLI ไม่ได้เป็นเจ้าของเนื้อหาเพียงแต่ได้รับสัญญาอนุญาตจากสำนักพิมพ์ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ดังนั้นแผนที่จะต้องดำเนินการต่อไปคือ
13.1  จะต้องมีที่สำรองเก็บข้อมูลกรณีเกิดอุบัติเหตุ
13.2  มีแผนสำรองระยะยาวสำหรับเก็บจดหมายเหตุในรูปแบบต่างๆ ของดิจิทัล
13.3  ให้ผู้ใช้ในประเทศเข้าถึงข้อมูลได้ทุกสถานที่และทุกเวลา (any place and anytime access)
13.4  เพิ่มคุณค่าให้แก่การบริการ (value-added service)
13.5  การเจรจาต่อรองกับสำนักพิมพ์ มีความสำคัญต่อการให้บริการบทความฉบับเต็มผ่านระบบออนไลน์จึงต้องดำเนินการต่อไป
13.6  การทำแผนงบประมาณและแผนกำลังคนสำหรับดำเนินงานเชิงรุกของ KESLI
13.7  ระบบมีความจำเป็นต้องพัฒนา Wireless digital library (WDL)  เพื่อรองรับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสารโดยเฉพาะ การให้บริการของห้องสมุดผ่านโทรศัพท์มือถือ  บริษัทโทรศัพท์มือถือบริษัทหนึ่งในเกาหลีจะช่วยดำเนินการพัฒนาเรื่องนี้ให้เป็นจริง  ในอนาคตโทรศัพท์มือถือจะถูกนำมาใช้สำหรับการให้บริการของห้องสมุด ใช้สำหรับบันทึกข้อมูล ID นักศึกษาเข้าห้องสมุด  การยืม-คืนหนังสือ  การสำรองหนังสือ  การยืมต่อหนังสือ  การสำรองที่นั่งในห้องสมุด โดยการใช้เทคโนโลยี 3D barcode

*************************

บรรณานุกรม

Chae, K. S., Park, J. S., & Choi, H. N.  (2006).  E-journals in Korea:
The electronic site licence
initiative.  The Electronic Library,
24
(3), 322-334.  Retrieved from http://www.
emeraldinsight.
com/0264-0473.htm

Choi, H. N.  (2002).  The electronic site licence initiative in Korea
(KESLI) (Takagi, K., Trans.).
Journal of Information Processing
and Management, 44
(11), 779-789.  Retrieved from
http://
sciencelinks.jp/j-east/article/200204/000020020402
A0147847.php

Choi, H. N., & Park, E. G.  (2007).  Preserving perpetual access to
electronic journals: A Korean
consortial approach. Available
online 12 April 2007.

International coalition of library consortia Korean electronic site
license initiative KESLI.
(2010).  Retrieved from http://
www.kesli.or.kr

Park, E. G., & Choi, H. N.  (2006).  At the sharp end Korean electronic
site license initiative: Archiving of electronic journals.
Online Information Review, 30(6), 731-736.  Retrieved
from

http://www.emeraldinsight.com/1468-4527.htm

รังสิมา  เพชรเม็ดใหญ่.  (2554).  ภาคีห้องสมุดเพื่อการบริหารจัดการ National site license.
สืบค้น
จาก http://www.stks.or.th/th/bibliometrics/11-bibliometrics/
331–national-site-
license.html

เก็บตกจากการเข้าสัมมนาภาคีเครือข่ายส่งเสริมการอ่านเพื่อขับเคลื่อนกรุงเทพฯ ให้เป็นมหานครแห่งการอ่าน

1.  อ่านบทความ “ประเทศที่ประชาชนไม่ชอบอ่านหนังสือ ไม่มีทางจะไปสู้ใครเข้าได้” ของ วิทยากร เชียงกูล แล้วถูกใจคิดว่าให้ข้อคิดน่าสนใจ และมีประโยชน์ ต่อการพัฒนาบุคลากรของประเทศ ถ้าคนไทยรักการอ่าน จะส่งผลให้รู้จักคิด รู้จักวิเคราะห์ สังเคราะห์และสร้างสรรค์ รวมทำการวิจัยให้มีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้น ครูต้องรักการอ่านก่อนสอนเด็กให้รักการอ่าน และต้องตื่นตัวเรียนรู้ตลอดเวลา เพื่อการให้ความรู้แก่เด็ก และเป็นความรู้ที่ทันสมัย เลี่ยงการท่องจำมาเป็นการปฏิบัติ เปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับการซื้อหนังสือของผู้ปกครอง และงบประมาณจัดซื้อหนังสือสำหรับแหล่งเรียนรู้ หรือห้องสมุด ต้องมีพอเพียง

2.  มูลนิธิซิเมนต์ไทย (Siam Cement Group SEG) จัดโครงการพัฒนาเด็กปฐมวัยด้วยหนังสือ ให้ความสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาเด็ก และเยาวชน ในช่วงวัยแรกเกิด ถึง 6 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายมีศักยภาพ ในการพัฒนาสูงสุดในทุกด้าน สมองของเด็กในวัยนี้เช่นกัน สามารถเติบโตอย่างรวดเร็วหากได้รับการกระตุ้นส่งเสริมให้ถูกทาง จะเกิดการพัฒนาได้อย่างเต็มที่และอย่างมีประสิทธิภาพ

มูลนิธิซิเมนต์ไทย ทำโครงการพัฒนาเด็กปฐมวัยด้วยหนังสือ เพื่อรณรงค์ให้พ่อแม่และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยได้ตื่นตัวและตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาเด็กปฐมวัย ด้วยการนำกระบวนการเล่านิทาน อ่านหนังสือ ไปใช้กับลูกน้อย จนกลายเป็นกิจวัตร รวมทั้งสามารถเลือกหนังสือ และใช้ประโยชน์จากหนังสือภาพชั้นดีอย่างสูงสุด

โครงการที่สำคัญของมูลนิธิฯ เช่น
-  โครงการเทศกาลนิทานในสวน
-  โครงการวิจัย “กระบวนการนำหนังสือเล่มแรกมาใช้ในบริบทของสังคมไทย”
-  โครงการหนังสือแฝด
- โครงการต้นแบบเพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัยด้วยหนังสือ (พื้นที่ ดอยตุง อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย)
-  โครงการสารคดี “อุ้มลูกนั่งตัก…สื่อรักด้วยหนังสือ”
-  โครงการ Health Me (ออกอากาศช่อง 5)
-  โครงการสารคดีรณรงค์ รายการ “พลังนักอ่าน” (ออกอากาศช่อง 7)

3.  หนังสือคัดสรรในโครงการ 108 หนังสือดี “หน้าต่างแห่งโอกาส” ในการพัฒนาเด็กปฐมวัย ซึ่งดำเนินการโดย คณะกรรมการกำกับทิศทาง แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่านและได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บรรณาธิการโดย สุดใจ พรหมเกิด กองบรรณาธิการโดย นนทรัฐ ไผ่เจริญ และผดุงบุญศิริ พิมพ์ครั้งแรก กรกฎาคม 2553

4. Rakluke Award (รักลูกอวอร์ด)
กลุ่ม “รักลูกกรุ๊ป” เป็นองค์ธุรกิจด้านสื่อที่มุ่งเน้นการเผยแพร่ความรู้เพื่อ “การพัฒนาเด็ก ครอบครัว และสังคมไทย” มากว่า 20 กว่าปี และเห็นความสำคัญ ของการพัฒนาเด็กด้วยหนังสือ จึงได้จัด “โครงการประกวดหนังสือเด็ก รางวัลรักลูกอวอร์ด” ตั้งแต่ พ.ศ. 2546 โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะสนับสนุนนักเขียน การเสนอทางเลือกในการคัดสรรหนังสือสำหรับเด็กและเยาวชน สร้างและพัฒนามาตรฐานหนังสือสำหรับเด็กและเยาวชน และสนับสนุน การเลี้ยงดูด้วยหนังสือ และพัฒนาวัฒนธรรมการอ่านในสังคมไทย

หมายเหตุ : จากการเข้าร่วมเป็นภาคีส่งเสริมการอ่านและเข้าร่วมการสัมมนาเพื่อขับเคลื่อนกรุงเทพฯ เป็น “มหานครแห่งการอ่าน”  ในวันพฤหัสบดีที่ 28 ตุลาคม 2553  ณ ห้องธาราเทพ ฮอลล์ โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค ถนนรัชดาภิเษก  กรุงเทพมหานคร จัดโดยสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว มีผู้เข้าร่วมประชุม ดังนี้  อาจารย์สุวคนธ์  ศิริวงศ์วรวัฒน์ และนางสาวิตรี  แสงวิริยภาพ

การสัมมนาภาคีเครือข่ายส่งเสริมการอ่านเพื่อขับเคลื่อนกรุงเทพฯ ให้เป็นมหานครแห่งการอ่าน

การสัมมนาจัดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 ตุลาคม 2553 ณ โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค ห้องธาราเทพฮอลล์ มีเครือข่ายเข้าร่วมสัมมนา 93 องค์กร ทั้งจากภาครัฐและเอกชน
ความเป็นมาของการจัดสัมมนาครั้งนี้  รัฐบาลได้กำหนดให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติกำหนดวันที่ 2 เมษายน ของทุกปี เป็นวันรักการอ่าน และกำหนดให้ปี 2552 – 2561 เป็นทศวรรษแห่งการอ่าน  สาเหตุจากสถิติการอ่านหนังสือของคนไทยน้อยมาก จากการสำรวจสถานการณ์การอ่านของคนไทย เมื่อปี 2548 เฉลี่ยแล้วคนไทยอ่านหนังสือปีละ 2 เล่ม เอง ซึ่งน้อยมาก  เมื่อเทียบกับสิงคโปร์ ปีละ 40 – 50 เล่ม เวียตนามปีละ 60 เล่ม แม้ในปี 2551 ที่สำนักงานสถิติแห่งชาติได้ทำการสำรวจการอ่านหนังสือของคนไทย ก็พบว่าคนไทยใช้เวลาอ่านหนังสือน้อยลงจากเฉลี่ย 51 นาที ต่อวัน ในปี 2548 เหลือเพียง 39 นาทีต่อวัน ในปี 2551
กรุงเทพมหานครโดยนโยบายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีการส่งเสริมการอ่านโดยเปิดพื้นที่การอ่านเพิ่มขึ้น มีการพัฒนา “ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้” (เดิมคือห้องสมุดประชาชน) และ “ห้องสมุดบ้านหนังสือ” เพิ่มขึ้นเข้าไปบริการในชุมชนต่างๆ โดย สำนักวัฒนธรรม การกีฬา และการท่องเที่ยว เป็นหน่วยงานรับผิดชอบพื้นที่การอ่านมีหลากหลายทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน เช่น สำนักหอสมุดแห่งชาติ มหาวิทยาลัยต่างๆ  ถ้าได้มีการร่วมมือกันเป็นภาคีเครือข่ายขึ้น ก็จะมีพลังในการขับเคลื่อนให้กรุงเทพฯ เป็นมหานครแห่งการอ่านได้ และในขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างนิสัยรักการอ่านให้เกิดขึ้นกับคนไทย งานเครือข่ายจะสามารถขยายเป็นเครือข่ายระดับชาติในที่สุด
วัตถุประสงค์การสัมมนาครั้งนี้ กรุงเทพมหานครต้องการผลักดันให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนกิจกรรมส่งเสริมการอ่านจะทำให้มีพลังและสามารถบรรลุเป้าหมายได้ คือ กรุงเทพมหานครจะเป็นมหานครแห่งการอ่าน และเสนอตัวเข้าแข่งขันใน World Book Capital ในปี 2556
การดำเนินงานครั้งนี้กรุงเทพมหานครมีคณะกรรมการที่ปรึกษาและกรรมการบริหารจากองค์การต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ชุมชน หน่วยงาน องค์กร มูลนิธิ ที่ดำเนินงานเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการอ่าน
โดยคณะกรรมการได้กำหนดแนวยุทธศาสตร์ ไว้ 6 ยุทธศาสตร์ คือ
1.  การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์
2.  นโยบายต้องชัดเจนและต่อเนื่อง
3.  ความร่วมมือของเครือข่ายของภาคีต่างๆ
4.  การเปิดพื้นที่และทรัพยากรการอ่านที่เข้าถึงได้ง่าย
5.  การส่งเสริมการอ่านที่หลากหลาย
6.  การสร้างสื่อสารสาธารณะ

ทั้ง 6 ยุทธศาสตร์ได้นำมาอภิปรายในการสัมมนาครั้งนี้ นอกเหนือไปจากการนำประสบการณ์เกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practices) ของแต่ละองค์กรมาแลกเปลี่ยนกัน

World Book Capital  (เมืองหนังสือของโลก) เป็นรางวัลเกียรติยศที่จัดขึ้นโดยองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO = ยูเนสโก)   UNESCO จะให้รางวัลนี้ปีละเมือง โดยเมืองที่จะสมัครเข้าแข่งขันจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขดังนี้
1.  ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมในกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน
2.  ต้องจัดกิจกรรมต่อเนื่อง เป็นการจัดกิจกรรมมหกรรมเกี่ยวกับหนังสือขนาดใหญ่
3.  มีโครงการสนับสนุน ทั้งการพัฒนาหนังสือและการอ่าน
4.  มีการส่งเสริม สนับสนุน เสรีภาพทางความคิด การแสดงออกและการจัดพิมพ์หนังสือ
5.  มีแผนเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายและแหล่งทุนสนับสนุนการขับเคลื่อนกิจกรรมอย่างชัดเจน ว่ารับผิดชอบโดยใครและทุนสนับสนุนจากแหล่งใด ซึ่งจะแสดงถึงความพร้อมในการจัดกิจกรรมของเมืองที่เข้าแข่งขัน
6.  มีแผนงานและโครงการที่จะดำเนินงานระหว่างปีที่จะได้รับการคัดเลือก
7.  การดำเนินงานหลังจากได้รับการคัดเลือกแล้ว จะดำเนินการอย่างไร ต้องมีแผนงานรองรับชัดเจน

สำหรับประเทศที่ได้รับรางวัลเกียรติยศ World Book Capital   จาก UNESCO ในปีที่ผ่านมา มีดังนี้
พ.ศ. 2544           เมืองแมดริด                    ประเทศสเปน
พ.ศ. 2545           เมืองอเล็กซานเดรีย           ประเทศอียิปต์
พ.ศ. 2546           เมืองนิวเดลลี                  ประเทศอินเดีย
พ.ศ. 2547           เมืองอัลเวิร์ด                   ประเทศเบลเยี่ยม
พ.ศ. 2548           เมืองมอนทรีออล               ประเทศแคนาดา
พ.ศ. 2549           เมืองตูริน                       ประเทศอิตาลี
พ.ศ. 2550           เมืองโบโกตา                   ประเทศโคลัมเบีย
พ.ศ. 2551           เมืองแอมสเตอร์ดัม             ประเทศเนเธอร์แลนด์
พ.ศ. 2552           เมืองเบรุต                       ประเทศเลบานอน
พ.ศ. 2553           เมือง Ljubljana               ประเทศสโลเวเนีย
พ.ศ. 2554           เมืองบัวโนสไอเรส             ประเทศอาร์เจนตินา
พ.ศ. 2555           เมืองเยเรวาน                   ประเทศอาร์เมเนีย
พ.ศ. 2556          เมืองกรุงเทพมหานคร?     ประเทศไทย ?

กรุงเทพมหานครจะเสนอตัวเข้าแข่งในเดือนมีนาคม ปี 2554 สำหรับ World Book Capital   ในปี 2556 โดยจะต้องทำ Proposal เสนอไป 2 ปีล่วงหน้า ตามเงื่อนไขดังกล่าวข้างต้น  พวกเราในฐานะภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนให้กรุงเทพฯ เป็นมหานครแห่งการอ่าน เอาใจช่วยให้กรุงเทพฯ ได้เป็น World Book Capital    ของปี 2556

หมายเหตุ : จากการเข้าร่วมเป็นภาคีส่งเสริมการอ่านและเข้าร่วมการสัมมนาเพื่อขับเคลื่อนกรุงเทพฯ เป็น“มหานครแห่งการอ่าน”  ในวันพฤหัสบดีที่ 28 ตุลาคม 2553  ณ ห้องธาราเทพ ฮอลล์ โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค ถนนรัชดาภิเษก  กรุงเทพมหานคร จัดโดยสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว มีผู้เข้าร่วมประชุม ดังนี้  อาจารย์สุวคนธ์  ศิริวงศ์วรวัฒน์ และนางสาวิตรี  แสงวิริยภาพ

การพัฒนาบุคลากรงานบริการห้องสมุด และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างห้องสมุด

          บุคลากรงานบริการห้องสมุด จะต้องทำหน้าที่ตอบสนองความต้องการของผู้มาใช้บริการ  เพื่อสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้ใช้บริการ  ผู้ให้บริการจึงมีความจำเป็นจะต้องพัฒนาความรู้ ความสามารถ  ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่างห้องสมุด เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพยากรสารสนเทศที่ผู้ใช้บริการต้องการ

          แนวคิดและหลักการในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ วิทยากรโดย รศ.ดร. มณีวรรณ  ฉัตรอุทัย  จะเน้นในเรื่องของ การจัดการทรัพยากรมนุษย์  เริ่มตั้งแต่การคัดเลือกคนเข้าทำงาน ให้คนทำงานตรงกับความรู้ความสามารถ การพัฒนาคนเก่าที่ทำงานอยู่แล้ว ให้มีประสิทธิภาพ  และคนทุกคนที่ทำงานต้องมีความสามารถในการทำงาน รวมถึงการสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงาน  อยากให้ผลงานดี ก็ต้องมีค่าตอบแทนที่ดี และสวัสดิการดีด้วย

          การสื่อสารกับงานห้องสมุด  วิทยากรดร.กำพล แสวงบุญ  จะพูดถึงการสื่อสารกับงานห้องสมุด  โดยเน้นที่ตัวบรรณารักษ์  บรรณารักษ์จะต้องพร้อมที่จะปรับตัวให้เหมาะกับการเปลี่ยนแปลง และการเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง บนพื้นฐานของคุณลักษณะที่มีอยู่เพื่อการสร้างสรรค์   เราจะต้องสร้างอัตตาลักษณ์ให้คนอื่นรู้จักตัวเรา ว่าเราอยู่ที่ไหน เราทำอไรและเราสำคัญอย่างไร

          สร้างทีมสร้างสุข วิทยากรโดย รศ.ดร.วิชัย อุตสาหกิจ  การสร้างทีมงานต้องเน้นที่โครงสร้างการทำงาน  พยายามทำโครงสร้างการทำงานให้เป็นทีมให้มากที่สุด  การสื่อสารที่ดีต้องเริ่มที่คนฟัง  ไม่ควรฟังแล้วใจร้อนด่วนตัดสินใจ  ควรพูดให้น้อยและลงมือทำให้มาก อย่ารีบด่วนสรุป   ลักษณะของทีมที่ดี จะต้องกำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนที่เข้าใจร่วมกัน สื่อสารกันอย่างตรงไปตรงมา ตัดสินใจโดยใช้กลุ่ม  ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และมีทิศทางที่ชัดเจน 

          สูตรลับความสำเร็จ จะต้องทำงานแบบ 3ส ประกอบด้วย ใช้สติ  มุ่งสำเร็จ และสร้างสุข และสุดท้ายจะต้องพร้อมก้าวเดินไปด้วยกัน


หมายเหตุ :
 จากโครงการพัฒนาบุคลากรงานบริการห้องสมุดและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างห้องสมุด  วันพฤหัสบดีที่ 4 – วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 ณ ห้องประชุมชั้น 10 อาคารบุญชนะ อัตถากร สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ ผู้เข้าร่วมฟังบรรยาย  มี นางสาวิตรี แสงวิริยภาพและนางสาวสุภี  วิหคไพบูลย์

ความร่วมมือของห้องสมุดในโอไฮโอ (Ohio)

          เครือข่ายความร่วมมือของโอไฮโอที่เรียกว่า OhioLINK  มีวิวัฒนาการมาจากความร่วมมือของเครือข่ายห้องสมุดอุดมศึกษาระดับวิทยาลัยของโอไฮโอที่เรียกว่า OCLC (Ohio College Library Consortium)  ซึ่งเริ่มโครงการในปี ค.ศ. 1971  มาถึงปัจจุบันประมาณ 38 ปี  OCLC มีการเริ่มโครงการความร่วมมือโครงการแรก คือ การทำบัตรรายการร่วมกัน (Shared Cataloging) การบริการขยายจากภายในรัฐออกนอกรัฐโอไฮโอ  ต่อมาโครงการการยืมระหว่างห้องสมุด (Interlibrary Loan)  จากรูปแบบเดิมเป็นการยืมในรูปแบบอัตโนมัติ  OCLC ขยายตัวรวดเร็วมากจากระดับท้องถิ่น เป็นระดับชาติและระดับนานาชาติ และไม่สามารถที่จะให้บริการความต้องการพื้นฐาน    ของผู้ใช้บริการในโอไฮโอในเรื่องการใช้ทรัพยากรสารสนเทศร่วมกันได้

          ค.ศ.1987  Ohio Board of Regents ได้ให้งบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานแคตตาลอคอิเล็กทรอนิกส์  เพื่อห้องสมุดทั่วรัฐโอไฮโอ  OhioLINK จึงเกิดขึ้นแตกตัวมาจาก OCLC  ค.ศ. 1990    OhioLINK และ Innovative Interfaces, Inc. (III)  ได้พัฒนาศูนย์กลางบัตรรายการ (แคตตาลอก) ระบบการยืม-คืนร่วมกัน และ 4 ฐานข้อมูลจาก UMI

          ค.ศ. 1992   6 ห้องสมุดมหาวิทยาลัยของรัฐได้ติดตั้งระบบ OhioLINK  ศูนย์กลางบัตรรายการได้เริ่มดำเนินการ

          ทศวรรษ 1990 – ต้นทศวรรษ 2000  มีสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาของรัฐทั้งหมด  มหาวิทยาลัยและวิทยาลัยเอกชน ห้องสมุดประจำรัฐโอไฮโอ ห้องสมุดประชาชนขนาดใหญ่บางแห่ง และห้องสมุดโรงเรียนขนาดใหญ่บางแห่ง  เข้าร่วมเครือข่าย

          ค.ศ. 1996  OhioLINK  ให้บริการผ่านระบบ WWW (World Wide Web)  ค.ศ. 1998  OhioLINK เป็นศูนย์กลางวารสารอิเล็กทรอนิกส์  ค.ศ. 2000  เป็นศูนย์กลางมีเดียดิจิทัล  ค.ศ. 2002  เป็นศูนย์กลางวิทยานิพนธ์และปริญญานิพนธ์อิเล็กทรอนิกส์  ค.ศ. 2006  เป็นแหล่งรวมทรัพยากรดิจิทัล  และปี ค.ศ. 2008  เป็นศูนย์กลางหนังสืออิเล็กทรอนิกส์

          สมาชิกของ OhioLINK  ต้นปี 2010  มีห้องสมุดวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย 88 แห่ง  เป็นห้องสมุดมหาวิทยาลัยวิจัย (รัฐ)  6 แห่ง  วิทยาลัยเอกชน  49 แห่ง  และวิทยาลัยเทคนิคกับวิทยาลัยชุมชน 23 แห่ง  ห้องสมุดประจำรัฐโอไฮโอ  ห้องสมุดประชาชนขนาดใหญ่ 2 แห่ง คือ Cuyahoga Public Library  และ Westerville Public Library  และห้องสมุดโรงเรียน 1 แห่ง คือ Upper Arlington High School

          โปรแกรมสำคัญๆ ของ OhioLINK  มีดังนี้
          1. ศูนย์กลางบัตรรายการ
          2. ฐานข้อมูลวิจัย
          3. ศูนย์กลางวารสารอิเล็กทรอนิกส์  (EJC)
          4. ศูนย์กลางมีเดียดิจิทัล  (DMC)
          5. ศูนย์กลางหนังสืออิเล็กทรอนิกส์  (EBC)
          6. ศูนย์กลางวิทยานิพนธ์และปริญญานิพนธ์อิเล็กทรอนิกส์  (ETD)

          จำนวนทรัพยากรสารสนเทศ
          1. ทรัพยากรสารสนเทศทุกประเภททั้งหมด  48  ล้านรายการ
          2. 11.5  ล้านชื่อเรื่อง
          3. วารสารอิเล็กทรอนิกส์  จำนวน 12,000  รายการ
          4. บทความอิเล็กทรอนิกส์  จำนวน หลายล้าน บทความ
          5. ฐานข้อมูลวิจัย  140  ฐานข้อมูล
          6. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์  55,000  รายการ
          7. วิทยานิพนธ์และปริญญานิพนธ์ของนักศึกษาโอไฮโอ  19,500  รายการ


หมายเหตุ :
 สรุปจากการบรรยายของ  Dr. Lynn Scott Cochrane  ผู้อำนวยการห้องสมุดมหาวิทยาลัยเดนิสัน เมืองแกรนวิลล์  รัฐโอไฮโอ  สหรัฐอเมริกา  เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2553 ในการสัมมนาเรื่อง  “Thammasat  University  Libraries  Networking  Forum : Meet DR. Cochrane”  จัดโดยสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

***************************************

สืบค้นข้อมูล
คลังเก็บ
หมวดหมู่
หัวข้อที่มีการอ่านมากสุด
2 CUL 3G Balanced Scorecard Boston Library Consortium California Digital Library Georgia Pines Hong Kong Central Library Hong Kong University of Science and Technology Library ISSN Lib 2.0 Lynn Scott Cochrane Nong Ping OhioLINK Pao Yue Kong Library The Hong Kong Polytechnic University Library University of Hong Kong Library WALAI AutoLib Web 2.0 กรุงเทพมหานคร การบริหารจัดการห้องสมุด การฝึกอบรม การพัฒนาสารสนเทศศาสตร์ การวัดผลงานเชิงดุลยภาพ การวิจัยสารสนเทศศาสตร์ การศึกษาสารสนเทศศาสตร์ การสื่อสาร การส่งเสริมการอ่าน จดหมายเหตุ จดหมายเหตุมหาวิทยาลัย จินดามณี นวัตกรรมห้องสมุด บุคลิกภาพ ระบบห้องสมุดโอเพนซอร์ส ศึกษาดูงานห้องสมุดฮ่องกง ศูนย์ความรู้ด้านการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันวิทยบริการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สารเมลามีน หมู่บ้านวัฒนธรรมนองปิง หอจดหมายเหตุ ห้องสมุดกับการวิจัย ห้องสมุดกับการศึกษา ห้องสมุดในฮ่องกง เครือข่ายความร่วมมือของห้องสมุด เทคโนโลยีการสื่อสาร เลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร
จดหมายข่าว
บล็อกอื่นๆ
ผู้ดูแลระบบ